รวมกันเราตาย แยกกันเรา(อาจ)จะอยู่ : การแยกบริษัทแม่ลูก เพื่อความอยู่รอด

รวมกันเราตาย แยกกันเรา(อาจ)จะอยู่ : การแยกบริษัทแม่ลูก เพื่อความอยู่รอด

เป็นเรื่องน่าแปลกที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนหนึ่ง ตัดสินใจแยกตัวออกมาเป็นบริษัทย่อย ทั้งที่จริง ๆ แล้ว การเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ น่าจะมีประโยชน์ต่อองค์กรในหลายด้าน เช่น การมีประสิทธิภาพในการผลิตที่สูงกว่าจากการได้รับประโยชน์ในด้านการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ข้อได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งทุน การมีฐานลูกค้าที่ใหญ่ และการมีอำนาจต่อรองในระดับสูง

แต่แล้วในช่วงหลัง ก็เริ่มเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่รายแล้วรายเล่า ต่างตัดสินใจแยกบริษัทออกมาเป็นบริษัทย่อยๆ ล่าสุดและเข้ากับบรรยากาศการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอย่างดี บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง บริษัท Johnson & Johnson ได้ประกาศการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 135 ปี โดยแยกธุรกิจสินค้าอุปโภคกลุ่มดูแลสุขภาพ ออกมาจากผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมและอุปกรณ์การแพทย์ภายใน

และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก (และครั้งสุดท้าย) ที่บริษัทยักษ์ใหญ่แยกตัวออกมาเป็นบริษัทย่อย ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น บริษัท GlaxoSmithKilne (หนึ่งในผู้นำในอุตสาหกรรมยาของโลก) บริษัท Pfizer และ บริษัท General Electric (GE) ที่ก็ได้มีการแยกธุรกิจบางประเภทออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทย่อย

ในประเทศไทยเอง เราเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้แยกธุรกิจแพ็กเกจจิ้งออกมา เป็น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แยกธุรกิจจำหน่ายน้ำมันและค้าปลีกออกมาเป็น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม “OR” และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไปเป็น บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

หรือว่าในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง (Disruption Era) อย่างเช่นในปัจจุบัน การเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อาจไม่ได้สร้างความได้เปรียบอย่างเช่นเคย บทความนี้ ผู้เขียนจึงตั้งใจที่จะนำเสนอแนวคิดและมุมมองจากทฤษฎีและงานวิจัยทางด้านการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์และบทบาทของกลยุทธ์การแยกตัว หรือ Spin-off ที่น่าจะมีข้อคิดสำคัญที่เหมาะสมกับโลกในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

ประโยชน์ข้อที่ 1 : ความคล่องตัวที่มากขึ้น

ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นปลาไวและฉลาด ที่กินได้แม้แต่ยักษ์ใหญ่ ดังนั้น ประโยชน์ข้อแรกของกลยุทธ์การแยกตัว คือการเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ ที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง การเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่มีความเชื่องช้า และไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์ของโลก (และของโรค) ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ในกรณีลักษณะธุรกิจในบริษัทยักษ์มีความแตกต่างกัน เช่น ธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว (พวก New S-curve) กับธุรกิจดั้งเดิม ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น บริษัท IBM ได้แยกธุรกิจออกเป็น 2 ส่วนคือ ธุรกิจที่โตเร็ว (การให้บริการ Hybrid Cloud และ แพลตฟอร์มเอไอ) กับธุรกิจดั้งเดิม (ธุรกิจบริการลูกค้าด้านฮาร์ดแวร์และระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที) เนื่องจากทั้งสองมีธรรมชาติทางธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

จึงไม่เหมาะในการบริหารภายใต้โครงสร้างเดียวกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของ บริษัท IBM ในครั้งนั้น ได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวกจากนักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วโลก ตัวอย่างในประเทศไทย เช่น SCB ได้ปรับโครงสร้างและจัดตั้งบริษัทใหม่เป็น SCBX เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น SCBX ไม่ใช่แค่ธนาคาร แต่เป็นบริษัทลงทุน (Holding Company) มีบทบาทเป็น Tech Company

มีความคล่องตัวมากขึ้นในการทำธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากการทำธุรกิจธนาคาร เน้นการขยายธุรกิจเชิงรุกทั้งธุรกิจการเงินและแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ

ประโยชน์ข้อที่ 2 : การกำกับดูแลกิจการที่ดี

ในปัจจุบันการกำกับดูแลกิจการ หรือ Corporate Governance เป็นสิ่งที่ผู้คนโดยเฉพาะนักลงทุนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะข้อมูลข่าวสารนั้นสามารถกระจายได้ในวงกว้างและอย่างรวดเร็ว อาศัยการกระจายผ่านสื่อทางสังคม (Social Media) ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น หรือแม้แต่สื่อดั้งเดิมที่ยังมีความสำคัญอยู่

ดังนั้น การแยกตัวออกมาเป็นบริษัทย่อย จะทำให้ประสิทธิภาพของการกำกับดูแลกิจการดีขึ้น เพิ่มความโปร่งใสในด้านการตรวจสอบ และยังลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาที่ทางการเงินเรียกว่า “Agency Problem” หรือ กรณีที่ผู้บริหาร (ที่ไม่ใช้เจ้าของกิจการ) บริหารองค์กรเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เช่น การเน้นเพิ่มค่าตอบแทนของผู้บริหาร หรือการเน้นใช้ทรัพยากรของบริษัทเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง

 

ประโยชน์ข้อที่ 3 : การเข้าถึงแหล่งทุนที่มีประสิทธิภาพ

การแยกบริษัทออกมาเป็นบริษัทย่อยยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนที่สนใจในธุรกิจที่แยกออกมา ให้สามารถลงทุนในธุรกิจนั้นได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านบริษัทแม่ เป็นการรับรู้มูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจที่ถูกแยกออกมา และยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่หุ้นของบริษัทแม่อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ได้ทำการแยกธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์ ออกมาเป็นบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ปัจจุบัน บริษัท STA มีมูลค่าตามราคาตลาดประมาณ 45,000 ล้านบาท และบริษัท STGT มีมูลค่าประมาณ 77,000 ล้านบาท

ในขณะที่ STA ถือหุ้นใน STGT อยู่ประมาณ 50.64% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 38,000 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่ามูลค่าหุ้นของ STGT ที่ทาง STA ถืออยู่นั้นมูลค่าเกือบเท่ากับมูลค่าทั้งบริษัทในตอนนี้

โดยรวมแล้ว แน่นอนว่าการอยู่รอดในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือ Disruption Era นั้น องค์กร จำเป็นต้องมีความสามารถในการปรับตัวที่รวดเร็ว กลยุทธ์การแยกตัว หรือ Spin-off เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถเพิ่มความยั่งยืนให้องค์กรโดยรวมโดยการเพิ่มความคล่องตัว เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลกิจการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงแหล่งทุน

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอีกต่อไปที่เราอาจจะเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่ เลือกแยกธุรกิจออกมาเป็นบริษัทเล็กๆ มากขึ้น ในทางกลับกัน สิ่งนี้ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ยังไม่สามารถออกจากแนวคิดเดิมๆ ที่ผู้บริหารสูงสุดจะต้องเป็นคน คนเดียวที่ “กุมบังเหียน” และไม่ยอม “เลือกทาง” ที่อาจจะไม่ถูกใจนัก แต่ก็เป็นทางที่ “ถูกต้อง” ในยุคโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง