ผัก-มะนาว-หมูแพง ‘สมคิด’ สั่งพาณิชย์ เร่งแก้ปัญหาปากท้อง-ตรึงค่าครองชีพ ช่วยชาวบ้าน

ผัก-มะนาว-หมูแพง ‘สมคิด’ สั่งพาณิชย์ เร่งแก้ปัญหาปากท้อง-ตรึงค่าครองชีพ ช่วยชาวบ้าน

ผัก-มะนาว-หมูแพง – นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการปรับตัวของดัชนีราคาผู้บริโภคที่สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.24% โดยมีที่มาจากการสูงขึ้นของสินค้ากลุ่มอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มพืชผักและมะนาวที่ต้องประสบปัญหาภัยแล้ง และเนื้อสุกรชำแหละที่สูงขึ้นจากการปรับตัวของสุกรมีชีวิต ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูแลราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาจากภัยแล้งให้ราคาอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับต้นทุนหรือที่เกษตรกรขายได้ และย้ำไม่ให้มีการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมอื่นให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดไม่ให้มีการกักตุนหรือทำให้เกิดความปั่นป่วนราคาในตลาด

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้มีมาตรการลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยให้มีการจัดหาสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาดจำหน่ายผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐที่มีอยู่กว่า 56,000 ร้านค้าทั่วประเทศ ร้านอาหารหนูณิชย์ และจัดให้มีการจัดงานจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาต่ำกว่าตลาด 20-40% ให้กระจายตัวอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงเปิดภาคเรียนที่กำลังจะถึงได้สั่งการให้มีการจำหน่ายชุดนักเรียน-อุปกรณ์การเรียน และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น 20-80% ในงาน Back to School ระหว่างวันที่ 25 เม.ย.-15 พ.ค. 2562 เพื่อลดภาระของผู้ปกครอง

นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ย โดยประสานผู้ผลิต ผู้นำเข้าปุ๋ยเคมี ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้ลดราคาปุ๋ย ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการอย่างดี โดยลดราคาปุ๋ยเคมีที่ใช้นาข้าว สูตร 46-0-0 ลดลงกระสอบละ 30 บาท สูตร 16-20-0 และสูตร 16-8-8 ลดลงกระสอบละ 40 บาท สูตร 16-16-8 ลดลงกระสอบละ 50 บาท และสูตร 15-15-15 ลดลงกระสอบละ 30 บาท ส่วนผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ลดราคาจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์กระสอบละ 50 บาท เป้าหมายไม่ต่ำกว่า 150,000 ตัน

“กรมได้ประสานผู้นำเข้าแม่ปุ๋ย 6 ราย ประกอบด้วย บมจ.ปุ๋ยมหาวงศ์ บจ.เวียงฟู เฟอร์ติไลเซอร์ บจ.ไอซีพีกรุ๊ป บจ.ศักดิ์สยาม บจ.พาริช เฟอร์ติไลเซอร์ และ บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมี จัดหาแม่ปุ๋ยจำหน่ายให้กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน และกองทุนหมู่บ้าน เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยในพื้นที่ โดยลดราคาจำหน่ายตันละ 500-1,000 บาท ล่าสุดได้ร่วมกับผู้นำเข้าปุ๋ยทั้ง 6 ราย พบปะกับตัวแทนสหกรณ์การเกษตรและมีการตกลงที่จะทำการซื้อขายเบื้องต้นแล้ว ลำดับต่อไปจะหารือกับวิสาหกิจชุมชนและกองทุนหมู่บ้านจัดซื้อแม่ปุ๋ยจากผู้นำเข้ากลุ่มดังกล่าวนำไปจำหน่ายให้กับสมาชิกในราคาต่ำกว่าตลาด เพื่อลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรต่อไป” นายวิชัย กล่าว

สำหรับปัญหาราคาผลปาล์มตกต่ำนั้น กรมการค้าภายในได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีจัดหาโรงสกัด 31 ราย ทำสัญญาขายน้ำมันปาล์มดิบให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่บางปะกง เสร็จสิ้นแล้ว โดยกำหนดเร่งส่งมอบให้เสร็จภายในวันที่ 20 เม.ย. 2562 พร้อมกันนี้ กฟผ.จะเร่งการใช้น้ำมันปาล์มดิบในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเดิมที่ใช้ 1,000 ตัน/วัน เป็น 1,500 ตัน/วัน และคาดว่าจะใช้น้ำมันที่รับซื้อไว้หมดสิ้นภายในวันที่ 5 มิ.ย. 2562 การใช้น้ำมันปาล์มดิบจำนวนดังกล่าวเป็นการดึงน้ำมันปาล์มส่วนเกินออกนอกระบบตลาด ทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่มีอยู่ 370,000 ตัน ลดลงเหลือ 210,000 ตัน หลังการส่งมอบเสร็จสิ้น

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิง เช่น ในรถยนต์ดีเซล โดยกระทรวงพลังงานได้ประกาศรับรองมาตรฐาน B20 ว่าใช้ได้กับรถบรรทุก รถบัส รถเพื่อการเกษตรเกือบทุกรุ่น ส่วนรถบรรทุกเล็กบางรุ่นอาจต้องมีการปรับแต่งเครื่องเพื่อให้รองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 และเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้น้ำมัน B20 มากขึ้น รัฐบาลลดราคาน้ำมันไบโอดีเซลให้ถูกกว่าน้ำมันดีเซลปกติ ลิตรละ 5 บาท พร้อมทั้งลดภาษีรถยนต์ที่ใช้ไบโอดีเซลลง 0.5-1% และขอความร่วมมือผู้จำหน่ายน้ำมัน 5 ราย ประกอบด้วย ปตท. บางจาก พีที ซัสโก้ และเชลล์ เร่งติดตั้งหัวจ่ายเพื่อจำหน่าย B20 ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือจากเอกชนทั้ง 5 รายเป็นอย่างดี

สำหรับการดูแลค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วย ได้กำชับให้ดำเนินการให้โรงพยาบาลเอกชนมีความโปร่งใสและเป็นธรรมในการคิดค่ายา-เวชภัณฑ์-ค่ารักษาพยาบาล โดยให้โรงพยาบาล ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ค้าส่งแจ้งราคาและต้นทุนในการจำหน่าย เพื่อให้กรมการค้าภายในใช้ในการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และกำหนดมาตรการดูแลให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทั้งโรงพยาบาลและผู้ป่วยที่ใช้บริการ ซึ่งในเรื่องนี้ผู้ป่วยที่ใช้บริการโรงพยาบาลสามารถตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์ตลอดจนค่าบริการทางการแพทย์ผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในก่อนหรือหลังเข้ารับการรักษา เป็นการเพิ่มทางเลือกและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง