‘ไฮโดรโพนิกส์’ แนวใหม่ ลดต้นทุน ทุ่นค่าใช้จ่าย ใช้สารละลายธาตุอาหารคุ้มค่า

คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  จัดงานฝึกอบรมการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินรุ่นพิเศษ    เรื่อง การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแนวใหม่ที่มีการใช้น้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ณ คณะเทคโนโลยีการเกษตร  สจล. และโรงเรือนทดลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ โดยการอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบปลูกพืชอย่างแม่นยำในโรงเรือนเพื่อปลูกผักและพรรณไม้น้ำที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเกษตร สกว.

คณะผู้เข้าอบรมถ่ายภาพร่วมกับวิทยากร

1-%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3

ปัจจุบันการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไฮโดรโพนิกส์” เป็นระบบการปลูกพืชประเภทหนึ่ง ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งการปลูกเป็นการค้าในรูปแบบฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีระบบโรงเรือนปิดที่ทันสมัย การปลูกเป็นฟาร์มขนาดกลางในโรงเรือนเปิดหรือกลางแจ้ง จนถึงการปลูกเพื่อการอุปโภคในครัวเรือน รศ.ดร.พรหมมาศ คูหากาญจน์ นักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. หัวหน้าโครงการวิจัย  เผยถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบบการปลูกพืชชนิดนี้มีการขยายตัวอย่างกว้างขวางว่า มีสาเหตุมาจาก 2 ภาคส่วนคือ 1.ผู้บริโภค พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันคำนึงสุขภาพเป็นสำคัญ จึงเลือกบริโภคผักที่มีราคาสูงกว่าแต่มีความปลอดภัยมากขึ้น 2.ผู้ผลิต ผู้ผลิตในปัจจุบันไม่อยากตกอยู่ในความเสี่ยง ที่การผลิต ที่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และเปิดใจรับเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ที่เป็นการทำเกษตรแบบแม่นยำมากขึ้น เพราะใช้ปัจจัยการผลิตได้คุ้มค่า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดย วิธีการปลูกพืช แบบไฮโดรโพนิกส์ มีหลายแบบแต่ หัวใจสำคัญของการปลูกพืชวิธีนี้ คือ “สารละลายธาตุอาหาร” ซึ่งจะมีการคำนวณองค์ประกอบของแร่ธาตุในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของพืช

ข้าวโพดพันธุ์ทับทิมสยามที่ปลูกโดยสารละลายที่ใช้แล้ว

3-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2

ด้าน รศ.ดร.อิทธิสุนทร นันทกิจ นักวิจัยจากชุดโครงการนี้ กล่าวว่า คณะนักวิจัย ได้ทดลองปลูกพืชที่โรงเรือนทดลองใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยวิธี 4 ระบบปลูก คือ 1) การปลูกผักสลัดในระบบ NFT หรือ การปล่อยให้สารละลายธาตุอาหารไหลไปในรางปลูกที่มีความลึกประมาณ 0.5 ซม. 2) การปลูกผักไทยในระบบ DRFT  (ระบบที่มีการทำงานเช่นเดียวกับระบบ NFT แต่ระดับน้ำที่ไหลผ่านรากพืชนั้นลึกมากกว่าระบบ NFT คือ มีความลึกอยู่ที่ประมาณ 1 – 10 ซม.) ในที่นี้ ทดลองปลูกคะน้า 3) การปลูกเมล่อนในวัสดุปลูก และ 4) การปลูกแปลงข้าวโพดในดิน   โดยในแปลงทดลองนี้ มีการส่งต่อสารละลายธาตุอาหารจากแปลงผักสลัด ไปยังผักคะน้า และมีการส่งต่อไปยังแปลงเมลอนและข้าวโพด   นับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้น้ำและปุ๋ยเพิ่มขึ้น  โดยการนำสารละลายธาตุอาหารที่ใช้แล้วในแต่ละระบบกลับมาใช้ซ้ำในระบบปลูกถัดไปจนกระทั่งถึงระบบปลูกสุดท้ายที่เป็นแปลงปลูกพืชในดิน

ทั้งนี้ตามปกติแล้วในระบบปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแต่ละระบบ จะมีการหมุนเวียนนำสารละลายกลับไปใช้ใหม่ให้แก่ต้นพืช ซึ่งเป็นการใช้น้ำและปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการปลูกพืชในดินอยู่แล้ว ดังนั้นสารละลายธาตุอาหารจึงถูกนำไปให้แก่ต้นพืช  โดยแต่ละขั้นตอนของการนำกลับไปใช้ ต้องมีกระบวนการจัดสารละลายธาตุอาหารอย่างเหมาะสม มีการคำนวณปรับสูตรอย่างแม่นยำเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพืช รวมไปถึงมีการออกแบบระบบให้ใช้สารละลายอย่างต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบปลูกหรือการจัดการอย่างแม่นยำโดยไม่เกิดการสูญเปล่า

ที่มา มติชน

บทความก่อนหน้านี้ซาบซึ้งพระบรมฯ ทรงสวมกอดทูลกระหม่อมหญิงฯ
บทความถัดไปบิ๊กตู่ วอน พอได้แล้ว! หยุดติง-ไล่ล่าคนไม่แต่งดำ