“ทานาคา” เคล็ดลับพม่า…ผิวสวยเนียน

ยอมรับว่ายังทำใจไม่ได้ เมื่อเห็นสาวงามที่เป็นตัวแทนจากประเทศพม่าในชุดบิกินี เข้าประกวดนางงามนานาชาติเวทีหนึ่ง เข้าใจดีว่าเวลานี้พม่าเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ประเทศเผด็จการอีกต่อไปแล้ว แต่มันเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว

พูดอย่างนี้ไม่ใช่ “ปากว่าตาขยิบ” ทำเป็นเสแสร้งแกล้งไม่ชอบชุดบิกินี เพียงแต่ว่าภาพสาวพม่านุ่งผ้าซิ่น ประแป้งตะนะคา (หรือทานาคา) ที่พวงแก้มเป็นเอกลักษณ์ ยังค้างคาอยู่ในห้วงความทรงจำ ยิ่งเมื่อนึกถึงคุณย่าคุณยายในชนบทเมืองพุกาม มัณฑะเลย์ เห็นนังหนูกับบิกินีตัวจิ๋วยืนแอ่นระแน้ให้คนรุมดู มีหวังร้อง…อกอีแป้นแตก…กันระงม !

แต่พูดก็พูดเถอะ ผ้าซิ่้นยังมีนุ่งกันหลายประเทศ ทว่า “ทานาคา” นี่สิ เป็นแป้งสมุนไพรประทินผิว ที่จำแนกสาวมอญกับพม่าให้แตกต่างจากคนทั้งโลกอย่างแท้จริง ขนาดสาวออฟฟิศพม่าที่ว่าทันสมัย ใช้แป้งพัฟยี่ห้อหรูราคาแพงแค่ไหน แต่ก็ยังต้องรองพื้นแรกด้วย “ทานาคา” เพราะช่วยให้ผิวหน้านุ่มเนียน ไม่ทำหน้าพังเหมือนคอสเมติกทั้งหลาย

“…ผู้หญิงพม่ามีชื่อเสียงว่าผิวหน้าเนียน เพราะพวกเธอใช้ทานาคา (Thanakha) แป้งที่ได้มาจากการนำเปลือกของต้นตะนะคามาบดให้ละเอียดใช้ป้องกันผิวจากแสงแดด และมีคุณสมบัติเป็นยา ผงทานาคามีสีเหลืองออกแดง ๆ เวลาใช้พอกหน้าทำให้ดูเหมือนถูกละเลงไปด้วยโคลน แต่ที่จริงเป็นเครื่องประทินผิวสำคัญที่สุดในการรักษาความงามของผู้หญิงพม่า แม้เครื่องสำอางทันสมัยจะแพร่เข้ามา ทานาคาก็ยังได้รับความนิยมอยู่เสมอ…” (อองซาน ซูจี)

“ทานาคา” เป็นยาสมุนไพรแก้สิวแก้ฝ้า เป็นแป้งเย็นแก้ผดผื่น คันในหน้าร้อน เคยเห็นคุณตาชาวพม่าเอานิ้่วแตะผงทานาคาใส่ลงไปในน้ำเปล่า แล้วคนสองสามรอบ ก่อนกระดกแก้วดื่มหน้าตาเฉย บอกว่าเย็นชุ่มคอชื่นใจดี แถมบอกว่าถ้าเป็นแผลมีดบาดไม่ลึกนัก ก็เอาแป้งทานาคานี่แหละโปะลงไปที่แผล ไม่กี่วันก็สมานสนิท

ทานาคายังมีประโยชน์เข้าตำรับยาพื้นบ้าน โดยนำราก ใบ ดอก และผลมาปรุงยารักษาสารพัดโรค เช่น ใบสด ใช้รักษาลมบ้าหมู ต้มอาบขับเหงื่อรักษาโรคผิวหนัง ผลทานาคาใช้แก้พิษ บำรุงกำลัง ป้องกันนิ่ว รากใช้ระบายท้อง ขับเหงื่อ ถ้าเอาไปผสมดอกอ่อนกับน้ำผึ้งแก้พิษงูเปลือกใช้ดมบรรเทาอาการวิงเวียน ฯลฯ

ไม้ทานาคามีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Limonia acidissima Linn. เป็นไม้เนื้อแข็งที่พบในเขตแล้ง (Dry Zone) ตอนกลางของประเทศแถบเมืองพุกาม มัณฑะเลย์ ชเวโบ ส่วนที่ส่งกลิ่นหอมและใช้เป็นสมุนไพรประทินผิวคือส่วนเปลือก วิธีใช้อย่างง่ายที่สุดคือเอาท่อนทานาคามาฝนกับแผ่นหิน แล้วผสมน้ำเล็กน้อยจึงนำมาทาหน้าและตามเนื้อตัว เช่น ที่วงแขนหรือส่วนอับ

ไม่มีหลักฐานว่าชาวพม่าใช้ทานาคาประทินผิวกันตั้งแต่เมื่อไร บ้างสันนิษฐานว่ารับมาจากชาวมอญ ซึ่งมอญก็รับอิทธิพลจากชาวฮินดูในอินเดียมาอีกทอดหนึ่ง เพราะในราชสำนักอินเดียมีธรรมเนียมใช้ไม้จันทน์หอม (Sandal Wood) ทาที่หน้าผากและสันจมูกของราชโอรสราชธิดาที่เพิ่งมีประสูติกาล

กับมีตำนานเล่าขานว่ากษัตริย์องค์หนึ่งเสร็จไปบนดอยที่อุดมด้วยต้นทานาคา แล้วให้บังเอิญที่มเหสีทำผอบเครื่องหอมตกพื้น เป็นเหตุให้ต้นตะนะคาที่งอกใหม่ภายหลังมีกลิ่นหอมตรึงใจ ชาวพม่าจึงนิยมนำมาใช้ประทินผิวตราบจนทุกวันนี้

ชาวพม่าถือว่าแผ่นหินที่ใช้ฝนทานาคาหรือ “เจ้าก์ปยิง” นั้นเป็นของสูง ต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี ห้ามใครเดินข้าม เพราะมที “นัต” หรือภูตชั้นสูงคอยดูแลรักษา และต้องทำพิธีเซ่นสรวงบูชาเป็นประจำทุกปีในวันแรม 1 ค่ำหลังออกพรรษา คนที่มีความเชื่้อถือจะขอพรให้มีความงามสมปรารถนา หรือขอให้งามยิ่ง ๆ ขึ้น

ในตลาดพม่าทุกแห่งหนมีท่อนทานาคาและแผ่นหินฝน วางขายในราคาแสนถูก ส่วนสาวสมัยใหม่นิยมใช้แบบที่แปรรูปเป็นก้อนสบู่ เป็นแป้งตลับ เป็นครีม หรือเป็นน้ำหอม ล่าสุดมีแป้งฝุ่นทานาคาในกระปุกสวยหรู ผลิตในเมืองไทย ให้สาวไทยผิวเนียนเหมือนสาวพม่าแล้วนะครับ จุ๊จุ๊ อย่าบอกใคร แฟนผมยังชอบใช้เลยคุณ

จากหนังสือ หรรษาอาเซียน โดย ธีรภาพ โลหิตกุล สำนักพิมพ์มติชน สั่งซื้อหนังสืออนไลน์ส่งตรงถึงบ้านได้ที่ www.matichonbook.com

บทความก่อนหน้านี้“บุรีรัมย์” ไม่ได้มีแค่สนามช้าง แต่มีผ้าไหม สวยระดับทอผืนเดียวในโลกที่บ้านนาโพธิ์
บทความถัดไปตราด-สระแก้วป่วน ! ขาดแคลนแรงงาน