ธุรกิจยุคใหม่ เกิดขึ้นได้สบายมาก แต่ต้องใช้ “เครื่องมือทางเทคโนโลยี”ให้เป็น

เครดิตรูปโดย rawpixel.com/Freepik
เครดิตรูปโดย rawpixel.com/Freepik

ธุรกิจยุคใหม่ เกิดขึ้นได้สบายมาก แต่ต้องใช้ “เครื่องมือทางเทคโนโลยี”ให้เป็น

 ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันเจเนอเรชั่นที่ 2 และ 3 ขององค์กรต่างๆ กำลังเข้ามากุมบังเหียนในธุรกิจครอบครัวมากขึ้น ทั้งในส่วนของการเข้ามาเริ่มเรียนรู้ในการบริหารธุรกิจ เพื่อเตรียมตัวขึ้นเป็นผู้บริหารมือหนึ่งขององค์กร หรือก้าวเข้ามาอย่างเต็มตัว

แต่กระนั้น ยังมีผู้บริหารรุ่นใหม่อีกหลายคนที่ยังอยากสร้างดาวคนละดวงกับธุรกิจดั้งเดิม เพราะอยากไปหาประสบการณ์ข้างนอกมากกว่า หรืออาจไปสร้างธุรกิจใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องแต่ประการใดกับธุรกิจครอบครัวของตัวเอง

แต่กระนั้น ไม่ว่าเขาจะเลือกเดินทางใด ในที่สุดเขา และเธอเหล่านั้นจะต้องมีชื่อกลับเข้ามาในตำแหน่งบริหารขององค์กรนั้นๆ

ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น หรือคณะกรรมการบริหาร

เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดีการบริหารธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งถ้าต้นทุนบารมีของ “พ่อและแม่” ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร โอกาสเพลี่ยงพล้ำในเกมธุรกิจย่อมมีสูง

ยิ่งถ้าไม้ต่อธุรกิจไม่เก่งด้วย โอกาสที่จะถูกสับเปลี่ยนชื่อในการเข้ามานั่งตำแหน่งบริหารดูจะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะอย่างไรเสียคณะกรรมการบริหารคงอยากเห็นไม้ต่อธุรกิจที่ครบเครื่องมากกว่า

ไม่ว่าจะเป็นเชิงบู๊ หรือบุ๋น ความอ่อนน้อมถ่อมตน, ความกตัญญูรู้คุณ, การให้เกียรติซึ่งกันและกัน, ความอดทน มานะพยายาม, สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ, วิสัยทัศน์ที่จะนำพาองค์กรก้าวไปข้างหน้า และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี

คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ “ไม้ต่อธุรกิจ” ในปัจจุบันจำเป็นต้องมี เพราะอย่าลืมว่าการกรีฑาทัพในการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน จะต้องเป็นคนที่รู้กว้าง และรู้ลึก ที่สำคัญ จะต้องอาศัยองค์ประกอบของความเร็วในการตัดสินใจด้วย

จะมัวแต่ตั้งรับอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่กระนั้น จะต้องมีความรอบคอบด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าลองสังเกตพวกไม้ต่อธุรกิจยุคแรกๆ ที่เข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัว เราจะเห็นว่าบางคนแต่งตัวช้าเกินไป

ต้องเข้าคอร์สอบรมแฟมิลี่ บิสซิเนส เพื่อจะได้กรูมตัวเองให้แข็งแรงเสียก่อน ถึงจะเข้ามาบริหาร หรือบางทีต้องอาศัย “โค้ช” หรือ “พี่เลี้ยง” คอยช่วยสอนมุมมองการทำงานในเรื่องต่างๆ

บางครั้งต้องใช้เวลา 2-3 ปีกว่าจะเข้ามาบริหาร แต่ปัจจุบัน เราจะเห็นว่าการลองผิดลองถูกในบทเรียนธุรกิจไม่ควรที่จะใช้เวลานานมาก เพราะโลกธุรกิจแข่งขันกันค่อนข้างรวดเร็ว

ใครเร็วกว่าโอกาสที่จะชนะย่อมมีสูง ใครช้าอาจไปยืนอยู่แถวหลังได้

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ไม้ต่อธุรกิจหลายคนที่ยังไม่มีความพร้อม จึงเลือกที่จะไปเรียนรู้ และหาประสบการณ์จากเส้นทางอื่นๆ ก่อน เพราะเขารู้ดีว่าการเข้าไปอย่างไม่มีประสบการณ์ ไม่เพียงจะทำให้พ่อแม่ ผู้ถือหุ้น และพนักงานขาดความมั่นใจ หากยังทำให้พวกเขาเหล่านั้นขาดความน่าเชื่อถือด้วย

แต่กระนั้น ยังมีไม้ต่อธุรกิจหลายคนที่กรูมตัวเองตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีในเมืองไทย ปริญญาโทเมืองนอก และปริญญาโททางด้านการบริหารธุรกิจที่สถาบันแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงของประเทศไทยแถวบริเวณสามย่าน

เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่ายุคของ “เขา” ต่างจากยุคของ “ผู้ก่อตั้ง” อย่างไร โดยเฉพาะเรื่อง “คอนเน็กชั่น” หรือ “สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ” เนื่องจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถนำมาเชื่อมโยงได้อย่างมีทิศมีทาง

ไม่เหมือนกับยุคของผู้ก่อตั้งที่จะต้องคลำหาหนทางกว่าจะเจอพันธมิตรสักรายหนึ่ง ซึ่งใช้เวลานานเกินไป แต่สำหรับพวกไม้ต่อธุรกิจ เขากลับคิดว่าเมื่อเขามีคอนเน็กชั่น และเขาเรียนจบต่างประเทศมา

ภาษาได้ มุมมองได้

ทั้งยังมีเพื่อนฝูงจากแวดวงต่างๆ ก็น่าจะทำให้ธุรกิจของครอบครัวเกิดการเชื่อมโยง และต่อยอดได้ จนทำให้ธุรกิจของครอบครัวประสบความสำเร็จในยุคที่ 2 และยุคที่ 3

แต่ทั้งนั้นพวกเขาจะต้องมีความอดทน และรอคอยพอสมควร

เพราะเกมธุรกิจในวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อ 4-5 ปีก่อน เพราะตอนนั้นทุกอย่างยังรอคอยได้เสมอ แต่เกมธุรกิจในวันนี้มันรวดเร็วจนยากที่ใครๆ จะประเมินได้

ช้าไปหนึ่งก้าว เท่ากับพลาดห้าก้าว

ช้าไปสองก้าว อาจพลาดท่าเป็นสิบห้าก้าวก็ได้ใครจะไปรู้

คำถามคือแล้วจะทำอย่างไร?

คำตอบง่ายๆ คือเราจะต้องบริหารองค์กรให้เกิดความคล่องตัวมากที่สุด ใช้คนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเปลี่ยนจากการลงทุนในเรื่องอินฟราสตรักเจอร์มาเป็นการลงทุนในดิจิตอลแพลตฟอร์มแทน

พร้อมๆ กับพยายามหาธุรกิจใหม่ๆ มาให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถลองทำดู เพื่อรายได้ของตัวเองจะได้ไม่อยู่กับธุรกิจหลักมากเกินไป บางทีเราอาจจะมีกำไรจากธุรกิจใหม่ก็ได้ใครจะไปรู้

ถามว่าโมเดลธุรกิจเหล่านี้ใครทำกันบ้าง?

เยอะแยะครับ เพียงแต่เราต้องค้นหา “คน” ที่มีศักยภาพจริงๆ เข้ามาบริหาร และไม่จำเป็นหรอกนะครับว่าโมเดลธุรกิจเหล่านี้จะใช้ได้แต่เฉพาะธุรกิจร้อยล้าน หรือพันล้านบาทขึ้นไป

ธุรกิจหลักพัน หรือหลักหมื่นกว่าบาทก็ทำได้เช่นกัน ถ้าเราคิดเป็น

ยกตัวอย่างเล่นๆ ก็ได้ว่า อย่างคนที่เคยขายหมูปิ้งหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งได้วันละประมาณ 2,000 บาทในช่วงเช้า และเย็น แม้เขาจะทำงานเพียงรอบละ 3-4 ชั่วโมง กับรายได้เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มสำหรับบางคน

แต่ถ้าร้านหมูปิ้งเปลี่ยนจากขายหน้าโรงเรียนไปทำที่บ้านแทน อย่างแรกเลยเขาไม่เสียค่าเช่า อย่างที่สองเขาสามารถขายได้ทั้งวัน ทั้งยังจัดรอบในการปิ้งหมู โดยให้คนในครอบครัว ลูกน้องมาช่วยได้อีกด้วย แต่สิ่งสำคัญ เราต้องบริหารจัดการเรื่องระบบดูดควันให้ดี เพื่อจะได้ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน และสภาวะอากาศโดยรวม

ต่อจากนั้นเราก็โพสต์ร้านหมูปิ้งของเราผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาสั่ง เข้ามาคอมเมนต์ทั้งติ และชม จนเกิดการขยายผลในวงกว้าง และที่สุดเราก็ให้ร้านค้าส่งออนไลน์จากแอพพลิเคชั่นต่างๆ ช่วยส่งสินค้าให้ ไม่เพียงเราจะขายของได้ตลอดเวลา หากยังทำให้ยอดขายเราเพิ่มขึ้นด้วย

โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินให้กับเฟซบุ๊ก แต่บางทีเฟซบุ๊กยังจ่ายให้เราด้วย หากเรามีคนติดตามเป็นจำนวนมาก ถามว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ไหม

เกิดขึ้นได้สบายมาก เพียงแต่เราต้องใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีให้เป็น

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างง่ายๆ ของการแปรรูปความคิดจากการทำธุรกิจใหญ่ๆ เพื่อต่อยอดมาสู่ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งแนวโน้มของการทำธุรกิจแบบนี้น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจครอบครัวขององค์กรต่างๆ หรือธุรกิจเล็กๆ ที่เราเห็นดาษดื่นตามบ้านเรือน หรือตามท้องถนน ล้วนต่างต้องใช้การคิดแบบสมัยใหม่มาใช้ทั้งสิ้น

 ลองดูนะครับ เผื่อคุณจะประสบความสำเร็จบ้าง

บทความก่อนหน้านี้”อัมสเตอร์ดัม” เมืองจักรยาน เหม็นเบื่อนักท่องเที่ยวเต็มที
บทความถัดไปเปิดขั้นตอน ลงทะเบียนผ่านเว็บ “รับเงิน 1,000 บาท” เที่ยวฟรี 10 ล้านคนแรก