เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2567

60 ปี TCMC บุกตลาดยุโร – ตะวันออกกลาง โกยรายได้ 10,000 ล้าน

คุณพิมล ศรีวิกรม์
คุณพิมล ศรีวิกรม์

ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น (TCMC) ฉลองก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 เน้นเจาะตลาดโลกครอบคลุม 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ตั้งเป้าเติบโตแข่งแกร่ง 7-10% ในปี 2562 พร้อมต่อยอดธุรกิจขยายการลงทุนต่อเนื่อง

ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน (TCM Corporation Plc.) หรือ TCMC ผู้ผลิตพรมชั้นนำของโลกฉลองก้าวสู่ความสำเร็จในปี 2562 โชว์ศักยภาพเจาะตลาดโลกครอบคลุม ธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้น กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และกลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์ มุ่งขยายฐานตลาดเดิมไปยังตลาดใหม่และตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อส่งให้สินค้าภายใต้การบริหารของ TCMC และ แบรนด์ ‘Royal Thai’ และ ‘Carpets Inter’ ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นทั่วโลก
พร้อมปักหมุด 3 กลุ่มธุรกิจเติบโตก้าวกระโดด  ด้วยการลงทุนระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงด้วยนวัตกรรมเครื่องจักรที่ทันสมัยและจัดทัพโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อสร้างฐานที่แข็งแกร่งในทุกธุรกิจรองรับยอดขาย  วางเป้าเติบโตท้าทาย 7-10%  และพร้อมขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน
นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน เปิดเผยถึงเป้าหมายและแผนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ว่าบริษัทได้วางเป้าหมายการเติบโตที่ 7-10% โดยมีปัจจัยบวกจากการเติบโตของภาคธุรกิจที่ได้รับผลดีจากการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม แนวโน้มจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ อีกทั้งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชน และการขยายของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเติบโตของการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง ล้วนจะเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจของเราในปีนี้
“เพื่อให้บรรลุเป้าของเราที่ท้าทายและทำผลกำไรแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง เรามีแผนจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมาเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตให้มีคุณภาพและกำลังการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้ด้านการบริหารจัดการ ปัจจุบันเรามีการแยกโครงสร้างการบริหารของธุรกิจแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจนใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้น กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และกลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์ ซึ่งเราจะยังคงเน้นการขยายฐานตลาดเดิมไปยังตลาดใหม่และตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและเอเชีย เพื่อส่งให้สินค้าภายใต้การบริหารของ TCMC เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นทั่วโลก
ซึ่งเรายังมุ่งเป้าที่จะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพรมอันดับหนึ่งของโลกและก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำในทุกกลุ่มธุรกิจที่เราทำ และในปีนี้ส่วนของธุรกิจพรม-วัสดุปูพื้นนั้น เราจะรุกออกงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติต่อเนื่องจากในปีที่ผ่านมา และจะเน้นเจาะตลาดกลุ่มคาสิโน เรือสำราญและโรงแรมหรู  เป็นสำคัญ ซึ่งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเราก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดจากกลยุทธ์การควบรวมกิจการ มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทให้มีความเป็นสากล สอดคล้องไปกับการเติบโตจากบริษัทระดับประเทศก้าวสู่การเป็นองค์กรระดับสากล ทั้งยังมีการเปิดตัวโลโก้ใหม่เป็นรูปนก Ruppell’s griffon ที่สะท้อนถึงการบริหารงานของบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล อันจะสร้างแรงบันดาลในการบริหารที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าสู่ทศวรรษที่ 6 และทศวรรษต่อ ๆ ไปอย่างมั่นคง” นายพิมลกล่าว
ทั้งนี้ภายใต้แผนการดำเนินงานในปี 2562 กลุ่มธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้นมีแผนที่จะส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ ‘Royal Thai’ และ ‘Carpets Inter’ ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยจะมุ่งไปที่ธุรกิจแบบ B2B หรือ โครงการขนาดใหญ่ กลุ่มธุรกิจ MICE  โรงแรมระดับ 5-7 ดาว หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ และซุเปอร์ลักซ์ชัวรี่ เรือสำราญหรู ซึ่งกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมท่ามกลางกระแสการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Tourism) ในตลาดโลก และเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมาเราได้ขยายตลาดพรมไปยังประเทศญี่ปุ่นโดยแต่งตั้งให้ บริษัทโทริ คอร์ปอเรชั่น บริษัทผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุปูพื้นและตกแต่งภายในรายใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นให้เป็นผู้แทนจำหน่ายพรมภายใต้แบรนด์ “รอยัลไทย” สำหรับติดตั้งในงานโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นแต่เพียงผู้เดียวซึ่งปัจจุบันมียอดสั่งซื้อต่อเนื่อง
ปีนี้บริษัทมีแผนปรับโครงสร้างระบบการผลิต โดยโยกย้าย 3 โรงงานผลิตมารวมอยู่ในโรงงานเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในกระบวนการผลิตและการบริหารทรัพยากรในด้านต่างๆ มีการพัฒนาปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุน และซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้มีประสิทธิภาพและเพื่อรองรับการขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ นอกจากนี้ เราจะเดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัทแบบเข้มข้นในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างการบริหารที่มีการแยกการบริหารในแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมาเราได้มีทีมผู้บริหารมืออาชีพเข้าเสริมทัพในแต่ละกลุ่มธุรกิจ การดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดที่จะมีความทันสมัย ตอบสนองความต้องการของตลาดทั่วโลกทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ การมุ่งสู่การทำธุรกิจแบบใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้เราก้าวสู่องค์กรชั้นนำระดับโลกและเป็นผู้นำในตลาดโลกในกลุ่มธุรกิจหลักที่เรามีความถนัดอย่างยั่งยืน
โดยตลาดในประเทศ ยังคงแยกเป็น 2 แบรนด์ ได้แก่ Royal Thai และ Carpets Inter เนื่องจากมีจุดแข็งของแต่ละแบรนด์ต่างกันที่ตอบโจทย์ของลูกค้าได้คนละแบบ
ด้านกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ สัญชาติอังกฤษที่บริษัทถืออยู่ได้แก่ แบรนด์ Alstons , Ashley Manor , AMX Design , Alexander & James ซึ่งมียอดขายหลักอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้นำ แบรนด์ Alexander & James ขยายตลาดเพื่อการส่งออกไปทั่วโลก เช่น อเมริกา ดูไบ เนเธอร์แลนด์ ไทย จีน เกาหลี ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยในปีนี้มีแผนขยายฐานลูกค้าเพิ่มเติมในแถบ สหรัฐอเมริกา เอเซีย และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง ในขณะเดียวกัน จะเปิดแฟลกชิปสโตร์ Alexander and James ครั้งแรกในประเทศไทย บนถนนสุขุมวิท 39 ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าในประเทศ และให้เป็นโชว์รูมต้นแบบสำหรับลูกค้าต่างประเทศอีกด้วย
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์ บริษัทจะยังมุ่งเน้นในด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และปีนี้จะรุกเข้าสู่เป้าหมายการขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกค่ายรถยนต์ที่ผลิตในไทย และยังมีโครงการพัฒนาพรมหลังคารถยนต์ (Headliner) ให้สามารถแข่งขันทั้งในด้านราคาและคุณภาพ รวมถึงรูปแบบดีไซน์ให้มีลวดลายเหมือนผ้าเพื่อสร้างความแตกต่าง ทั้งยังจะพัฒนาพรมปูพื้นรถยนต์ที่มีคุณสมบัติดูดซับเสียงได้ดีและมีน้ำหนักเบากว่าพรมรุ่นเก่า สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจะไม่หยุดพัฒนาในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ซึ่งแผนดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทมียอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
นายพิมล สรุปทิ้งท้ายว่า ภาพรวมรายได้หลักปี 2019 ของบริษัทมาจาก 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจพรมและวัสดุปูพื้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ  35% กลุ่มธุรกิจพรมและผ้าหุ้มบุในรถยนต์คิดเป็นสัดส่วน 15% และกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ คิดเป็นสัดส่วน 50%  โดยจากสัดส่วนรายได้ทั้งหมด คิดเป็นรายได้จากภายในประเทศ 25% รายได้จากต่างประเทศ 75% ซึ่งนับจากนี้ภายใต้กลยุทธ์การมุ่งสู่การเป็นบริษัทชั้นแนวหน้าระดับสากล วางเป้าเติบโตท้าทาย 7-10%  และพร้อมขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่องในอนาคต