ครม.เผย ผ่านแล้ว พรบ.กัญชา แต่อย่าเอาไปปลูกไว้หลังบ้าน!

ครม.เผย ผ่านแล้ว พรบ.กัญชา คนป่วยมีไว้ไม่ผิด แต่อย่าเอาไปปลูกไว้หลังบ้าน!

เมื่อ วันที่ 13 พ.ย. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ พ.ศ. … ที่รมว.สาธารณสุข รับมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณา หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.กัญชา โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมให้ เพื่อส่งกลับไปให้สนช.พิจารณาในสัปดาห์หน้า

– ผ่านแล้ว พรบ.กัญชา!

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า สาระสำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติม คือ ห้ามมิให้ผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดประเภท 5 เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต เฉพาะกรณี จำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เว้นแต่ได้รับใบอนุญาต และกำหนดให้การมียาเสพติดให้โทษในประเภท5 ไว้ในครอบครอง ไม่เกินจำนวนที่จำเป็น สำหรับการใช้รักษาโรคเฉพาะ หรือสำหรับปฐมพยาบาล ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน และให้ใช้ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ หากเป็นการรักษาโรคตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลป์หรือเพื่อศึกษาวิจัย

นอกจากนี้ กำหนดให้ผู้รับอนุญาตสามารถจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ ในสถานที่ที่ระบุไว้เท่านั้น ขณะเดียวกัน เพิ่มเติมอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจในการกำหนดเขตพื้นที่ เพื่อทดลองปลูกพืชที่เป็น หรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 รวมถึงผลิตและทดสอบยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ตามพื้นที่กำหนด หรือกำหนดเขตพื้นที่ให้เสพกระท่อม หรือครอบครองยาเสพติดประเภท 5 ในปริมาณที่กำหนด

– ผู้ป่วยครอบครองได้

“เนื่องจากที่ผ่านมาไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้เลย จึงแก้ให้มีการนำเข้า ส่งออกได้ แต่ต้องนำมาใช้ในการรักษาพยาบาลเท่านั้น และยกเว้นให้มีกัญชา กระท่อมไว้ในครอบครองได้ แต่ว่ามีไว้เฉพาะในการรักษาพยาบาล อย่างเช่นผู้ป่วยก็มีไว้ในครอบครองได้ไม่มีความผิด และการเพิ่มความสามารถในการทำเพื่อรักษาโรค คือ หมอสามารถนำกัญชา หรือสารเสพติดประเภท 5 มาใช้ในการสั่งยาและรักษาโรคได้ และให้สามารถเสพได้ในพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งเรื่องนี้ปกติ

– ปลูกหลังบ้านไม่ได้

คนที่จะผลิตหรือจำหน่าย เสพ หรือมีไว้ในครอบครอง มีโทษทั้งหมด และเห็นว่าสิ่งนี้จะปลดล็อกให้ หมอ คนไข้ การพกพาในจำนวนจำกัด ถือว่ายกเว้นให้ว่าไม่มีความผิด ขอเน้นย้ำว่า ทั้งหมดนี้เพื่อสังคมมีความเข้าใจมากขึ้น เพื่อรักษาและใช้ในเชิงการแพทย์เท่านั้น และคณะกรรมการ ป.ป.ส.และกระทรวงสาธารณสุข

จะเป็นผู้ให้อนุญาตเรื่องพื้นที่ที่สามารถปลูกได้ ไม่ได้หมายความว่าปลูกหลังบ้านก็ได้ ต้องเป็นพื้นที่ที่เห็นว่าเหมาะสม และการนำไปสู่การผลิต ต้องระบุว่าใครบ้างและต้องมีการควบคุมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่อิสระ” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ ให้กระทรวงสาธารณสุข กำหนดควบคุมดูแลในการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในระยะเวลา 5 ปี และหลังจาก 5 ปี จะทบทวนอีกครั้งว่าจะปรับอะไรอีกบ้า
นอกจากนี้ นายพุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยา ซึ่งกฎหมายดังกล่าวไม่เคยมีการปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 จำเป็นต้องปรับปรุงให้มีความทันสมัยเหมาะกับการใช้จริงในปัจจุบัน จึงกำหนดคณะกรรมการ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่ได้มาซึ่งผู้เชี่ยวชาญ องค์กรผู้เชี่ยวชาญ และการจัดขึ้นบัญชียาต่างๆ

นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่สำนักงานอาหารและยา (อย.) เพื่อให้กระบวนการพิจารณามีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกำหนดให้รมว.สาธารณสุข สามารถประกาศกำหนดแก้ไขและยกเลิกมาตรการสำหรับการผลิต ขาย นำเข้ายา โดยใช้หรืออ้างอิงมาตรการของต่างประเทศ ให้สำนักงานอย.ไม่ต้องนำส่งขึ้นบัญชีผู้เชี่ยวชาญ

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวลาจะขึ้นบัญชียาต่างๆจะต้องผ่านอย.ที่เดียว ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะอนุญาตให้ทางอย.มีสิทธิในการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ องค์กรผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่เข้ามากลั่นกรองบัญชียาใหม่ๆ ซึ่งจะเกิดความรวดเร็วในการรับรองบัญชียาต่างๆ โดยท้ายที่สุดจะต้องผ่านการรับรองจากอย.ทั้งหมด

เพียงแต่ด้วยกระบวนการต่างๆที่ผ่านมาก็อาจจะช้าในเรื่องของการรับรองมาตรฐาน ที่มา แหล่งผลิตต่างๆ แต่เมื่อมีการตั้งผู้เชี่ยวชาญ จะเป็นจุดสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องบัญชียาต่างๆ เกิดความรวดเร็วและรอบคอบ ช่วยเสริมศักยภาพให้ อย.ทำงานได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้ใช้ยาที่มีประสิทธิภาพได้รวดเร็วขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการผลิตยาแผนปัจจุบัน จากเดิม 10,000 บาท ซึ่งพ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 – 50,000 บาท ซึ่งทางกระทรวงต้องไปออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบ เพื่อกำหนดให้ได้ว่าจาก 10,000 บาท ควรจะกำหนดเป็นเท่าไร แต่ต้องไม่เกิน 50,000 บาท หรือค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน คือร้านขายยาต่างๆ จากเดิมใบอนุญาตประมาณ 3,000 บาท ในพ.ร.บ.ฉบับนี้บัญญัติไว้ว่า ไม่เกิน 5,000 บาท เพียงแต่จะเป็นเท่าไหร่ คณะกรรมการจะพิจารณาอีกครั้ง

บทความก่อนหน้านี้เปิดเงินเดือนนักบิน สายการบินไหนอู้ฟู่ เปย์ให้เต็มๆ ถึงครึ่งล้าน
บทความถัดไปซินแสเป็นหนึ่ง เผยลายเซ็นที่ดี ใช้แล้วรับเงิน-รับงาน-รับทรัพย์