“เฮลโล คิตตี้” ปรับลุกส์ใหม่เป็นสีน้ำเงินสดใส

 คุณอภิณห์พร เสรีเลิศวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล คอสเมติคส์ จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าเครื่องสำอางแบรนด์ “เฮลโล คิตตี้” (Hello Kitty) เผยว่า ปีนี้ เฮลโล คิตตี้ ได้ออกคอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุด เป็นสีน้ำเงินสดใส จากที่เคยเป็นสีชมพูมานานนับสิบกว่าปี ชุดใหม่ล่าสุดนี้ถือว่าเป็นสีที่แปลกตากว่าเดิมๆ ที่ผ่านมา โดยจะเริ่มขายในงาน “ซานริโอ แฟร์” (Sanrio Fair) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา สาขาต่างๆ ดังนี้ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 6-19 ตุลาคม เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ วันที่ 11-25 ตุลาคม และ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า วันที่ 22 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน

“คาดว่าโทนสีน้ำเงินแบบใหม่นี้จะเป็นที่พึงพอใจของลูกค้า ซึ่งจากการสอบถามความเห็นจากผู้ที่ชื่นชอบคิตตี้ เสียงส่วนใหญ่ตอบรับกลับมาดีมาก และเชื่อว่าในช่วงเดือนตุลาคมนี้ที่จะมีการจัดงานซานริโอ แฟร์ ลูกค้า 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นสาวกของคิตตี้ต้องไปอุดหนุนสินค้าตัวใหม่นี้แน่นอน เพราะมีส่วนลดพิเศษกว่าปกติมาก” คุณอภิณห์พร กล่าว

คุณอภิณห์พร กล่าวด้วยว่า แม้สภาพเศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง แต่สำหรับเครื่องสำอางแบรนด์ “เฮลโล คิตตี้” ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเครื่องสำอางเป็นสินค้าที่จำเป็นสำหรับกลุ่มลูกค้าหลักคือ ผู้หญิง และขยายไปยังกลุ่มเด็ก ตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมีการใช้กลยุทธ์การตลาดลดราคาสินค้าลงมา เช่น แป้งหอมตลับ จากราคา 265 บาท เหลือ 199 บาท และไวท์เทนนิ่ง โลชั่น จากราคาปกติ 295 บาท เหลือ 199 บาท

1473149899065

สำหรับเครื่องสำอางของ “เฮลโล คิตตี้” ที่มียอดขายดีมี 2 ผลิตภัณฑ์ด้วยกัน ได้แก่ แป้งหอมทาหน้า แบบตลับ ทั้ง 3 สี (สีขาว, สีชมพู และสีเนื้อ) และแป้งเด็ก แบบตลับ 2 สี (สีขาวและสีชมพู) สำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป ซึ่งผลิตภัณฑ์แป้งเด็กมีจุดเด่นคือ ไม่มีสารที่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก และมีราคาไม่แพง เพียงตลับละ 199 บาท

 

ส่วนกลุ่มลูกค้าหลักของเครื่องสำอาง “เฮลโล คิตตี้” มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้ใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีตั้งแต่วัยรุ่น ไปจนถึงกลุ่มวัย 30-40 ปี ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่เหลืออีกกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มเด็ก อายุ 3 ปีขึ้นไป ที่เห็นผู้ปกครองใช้เครื่องสำอาง จึงรู้สึกอยากใช้ตาม

คุณอภิณห์พร ยังได้กล่าวถึงจุดแข็งของเครื่องสำอางแบรนด์ “เฮลโล คิตตี้” ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการทำตลาดเครื่องสำอางไว้ 2 ข้อ ได้แก่ 1. คุณภาพสินค้า เน้นการนำเข้าส่วนประกอบของเครื่องสำอางมาจากต่างประเทศคือ ญี่ปุ่นและเกาหลี รวมทั้งคัดเลือกโรงงานผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน และ 2. สินค้ามีราคาไม่แพง ทำให้ผู้บริโภคนิยมใช้สินค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มียอดขายโตสวนกระแสเศรษฐกิจ