ก.อุตฯเร่งสร้าง “มูลค่าเพิ่ม”สินค้าเกษตรแปรรูป

โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค ตามนโยบาย One Province One Agro-Industrial Product หรือ OPOAI (โอ-ปอย) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นโครงการที่เกิดจากความพยายามของภาครัฐที่ได้น้อมนำปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 มาปรับใช้และนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผลทางการเกษตรของประเทศ

คุณสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการโอ-ปอย ได้จัดทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้าไปให้ความช่วยเหลือให้คำแนะนำสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการผ่านแผนงานพัฒนาที่ครอบคลุมตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain)

โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ในปี 2559 ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการในระยะเวลา 1 ปี สามารถลดต้นทุน   เพิ่มรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สถานประกอบการโดยสามารถวัดมูลค่าเชิงเศรษฐกิจเป็นตัวเงินได้กว่า 326 ล้านบาท   ซึ่งหากเปรียบเทียบกับวงเงินงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนา 31.6 ล้านบาท ให้ผลประโยชน์มากถึง 10.32 เท่าของวงเงินงบประมาณ มีผู้เข้าร่วมโครงการ 135 ราย เฉลี่ยได้แล้วแต่ละรายสามารถลดต้นทุนเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าเพิ่มได้เฉลี่ย   รายละ 2.41 ล้านบาท

 ประโยชน์ที่ทางสถานประกอบการได้รับโดยตรงที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือ ได้รับรู้ถึงข้อบกพร่องของสถานประกอบการเอง ว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิต การบริหารงาน และอื่นๆ       ที่บางครั้งสถานประกอบการเอง อาจจะมองไม่เห็นข้อบกพร่องนั้นๆ นอกจากนี้ยังได้รับการพัฒนาและแก้ไขจุดบกพร่องนั้น เป็นการเฉพาะจุดจริงๆ”ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว

ด้านคุณศราลี พรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พงษ์-ศราแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กล่าวว่า  บริษัทเริ่มต้นธุรกิจด้วย   เงินลงทุน 150 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจผลิตลูกชิ้นหมูปิ้งแท้ 100% โดยจะสั่งหมูจากแหล่งที่ได้มาตรฐานจากคู่ค้าหลายเจ้าในจังหวัดนครปฐม มีลูกชิ้นหมูเป็นสินค้าหลักหรือประมาณ 85-90%  ส่วนอีก 5-10% นั้นเป็นลูกชิ้นเอ็นหมู มีการจำหน่ายในระบบแฟรนไชส์    ทั่วประเทศและมีหน้าร้านตั้งอยู่ตามห้างสำคัญๆ มีกลุ่มลูกค้าในประเทศ 100%  สำหรับบริษัทเข้าร่วมโครงการโอ-ปอยในปี 2560 ประเภทแผนงานที่ 3 ด้านการปรับปรุงคุณภาพและพัฒนางาน เนื่องจากพนักงานขาดความเข้าใจ และการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการฯ แบ่งการทำกิจกรรมเป็น 2 กลุ่ม โดย กลุ่มที่ 1 ลดความสูญเสียเนื้อหมูและลูกชิ้นในกระบวนการผลิต สามารถลดความเสียหายได้ 494,807 บาทต่อปี และกลุ่มที่ 2 ลดความสูญเสียบรรจุภัณฑ์ในกระบวนการบรรจุ 334,560 บาทต่อปี รวมสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้สถานประกอบการรวมเป็นเงิน 829,367 บาทต่อปี

ส่วนคุณสุชาติ ปัญญาสาคร รองประธานกรรมการ บริษัท ศรีราชาฟาร์ม (เอเชีย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องหนังจากจระเข้ครบวงจร บนพื้นที่ของฟาร์มและโรงงานรวมประมาณ 250 ไร่ ได้แก่ 1. เลี้ยงดูจระเข้ 2. ผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์สดและแช่เข็ง อบแห้ง และแปรรูป และ 3. โรงฟอกหนังและตัดเย็บผลิตภัณฑ์เครื่องหนังจากจระเข้ โดยมีการจำหน่ายปลีกหน้าฟาร์มภายใต้แบรนด์ SC และ Crocco รวมทั้งรับจ้างผลิตตามแบบที่ลูกค้าต้องการ โดยบริษัทเข้าร่วมโครงการโอ-ปอยใน 2 แผนงาน ประกอบด้วยแผนงานที่ 3 ด้านการปรับปรุงคุณภาพและพัฒนางาน  แผนงานที่ 6 ด้านกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด

ในแผนงานที่ 3 ด้านการปรับปรุงคุณภาพและพัฒนาผลงาน จากประเด็นปัญหาขาดการวิเคราะห์ข้อมูลของเสียระหว่างกระบวนการและสินค้าสำเร็จรูป รวมถึงต้องใช้แรงงานฝีมือ มีทักษะและความประณีตสูงในการตัดเย็บ เนื่องจากหนังจระเข้มีมูลค่าสูง ดังนั้น จึงได้ทำการอบรมและระดมสมองพนักงานเพื่อแจกแจงปัญหา โดยใช้เครื่องมือคุณภาพ วิเคราะห์สาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและ    หาแนวทางพัฒนางานตัดเย็บเพื่อลดของเสีย ผลจากการปรับปรุงคุณภาพและพัฒนางานดังกล่าว ทำให้โรงงานมีมาตรฐานการทำงานของพนักงานตัดเย็บ ปริมาณของเสียมีแนวโน้มลดลง

และแผนงานที่ 6 ด้านกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด จากการวิเคราะห์ทางการตลาดโดยใช้ SWOT พบว่า บริษัทฯ ควรดำเนินการผลักดันแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเพื่อเพิ่มยอดขายและศักยภาพของธุรกิจในอนาคต ด้วยจุดแข็งของโรงงานที่เป็นผู้ผลิตอย่างครบวงจร จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนตลาดโดยใช้กลยุทธ์ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่น และสถานที่จัดจำหน่าย มีการปรับปรุงรูปโฉมร้านจำหน่ายหน้าโรงงาน (Showroom) อบรมพนักงานขายให้มีความเป็นมืออาชีพในการนำเสนอสินค้าและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ช่วงเทศกาลตรุษจีนสามารถเพิ่มยอดขายได้มากถึง 2 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ปัจจุบันบริษัทฯ มีแผนขยายร้านค้าไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งจะใช้ต้นแบบจากร้านค้าที่ปรับปรุงใหม่ โดยเริ่มที่จังหวัดเชียงใหม่ ในห้างสรรพสินค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ คาดว่าจะสามารถรองรับกำลังซื้อของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้น

 

บทความก่อนหน้านี้“อัฐิมณี” เมื่อเถ้ากระดูก กลายมาเป็น….เครื่องประดับแทนใจ
บทความถัดไปติดตั้งระบบ “โซลาร์เซลล์” ธุรกิจเสริมทำเงินของอดีตหัวหน้าชุดทหารพราน