อัยย่ะ! เอกซเรย์ร่างกฎหมายภาษีที่ดินฯ กะให้เกษตรกรรายย่อยสูญพันธุ์เลยเหรอ ? (คนชั้นกลางอย่านึกว่ารอด)

สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกก่อนอ่านบทความนี้คือให้ดาวน์โหลด(ร่าง) พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับตัวจริงจากเวปไซด์(สนช.) http://library2.parliament.go.th/giventake/nlalaw2557.html เพื่ออ่านทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน เมื่อได้อ่าน (ร่าง) พระราชบัญญัติฯที่ผ่านการรับรองของสภานิติบัญญัติวาระแรกไปแล้ว จะพบว่าร่างกฎหมายตัวจริงไม่ตรงกับข้อมูลที่กระทรวงการคลังประชาสัมพันธ์ แต่ไม่ต้องงง! เพราะร่างกฎหมายฯ ที่ท่านดาวน์โหลดนี้คือกฎหมายแม่ มีอำนาจจริง โดยกฎหมายลูกจะแย้งไม่ได้ ส่วนข้อมูลประชาสัมพันธ์กระทรวงการคลัง คือ แนวคิดกฎหมายลูก ที่อาจจะถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบไม่ยากนักตามแนวทางของรัฐบาลในขณะนั้น

มาดูกันว่า อะไรคืออะไร !

อันดับแรก ดูมาตราสำคัญสุดของร่างฯ ฉบับล่าสุดก่อน ในหมวด 5 ว่าด้วย ฐานภาษี อัตราภาษี และการคำนวณภาษี บัญญัติไว้ว่า

“มาตรา 34 ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ให้จัดเก็บตามอัตราภาษี ดังต่อไปนี้
(1) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละศูนย์จุดสองของฐานภาษี
(2) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละศูนย์จุดห้าของฐานภาษี
(3) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจาก (1)และ(2) ให้มีอัตราร้อยละสองของฐานภาษี
(4) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งร้างว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละสองของฐานภาษี ……….” ฉะนั้น มันจึงเกิดเรื่องต่อไปนี้

แฟ้มภาพ

เรื่องแรก – ลาก่อน…. ชาวนา ชาวสวน เกษตรกรรายย่อย เจอ 4 ดอกพิฆาต ถึงขั้นสูญพันธุ์

อย่าตกใจนะ! หากพบว่า ความจริงของร่างกฎหมายล่าสุด ตัวจริงที่เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถูกแก้ไขไปมาก จึงไม่ใช่เรื่องอย่างที่คุณทราบมาก่อน เพราะร่างกฎหมายตัวจริง ตัวแม่ บัญญัติให้ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ต้องเสียภาษีทุกแปลง เกษตรกรรายย่อยก็ไม่เว้น…ย้ำ เพราะไม่มีบทบัญญัติมาตราใดในร่างพระราชบัญญัติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ ที่ยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินเกษตรกรรมมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท เลย ย้ำอีกครั้ง.. ไม่มีการยกเว้นภาษีที่ดินเกษตรกรรมมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ในตัวร่างกฎหมายตัวจริง หากชาวนาหรือเกษตรกรรายย่อยต้องการให้ยกเว้นภาษีที่ดินเกษตรกรรม ก็ต้องย้ายบ้านไปปลูกไว้ในที่นา ที่สวน พร้อมทั้งขอทะเบียนบ้านและย้ายชื่อเข้าไปอยู่ในบ้านเพื่อขอยกเว้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกิน 50 ล้านบาทตามมาตรา 38 ที่บัญญัติไว้ว่า

มาตรา 38 ในกรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณไม่เกินห้าสิบล้านบาท (50ล้านบาท)……..”

แต่กระนั้นก็อาจจะยังไม่แน่นะว่าจะได้รับยกเว้นภาษีที่นา ทั้งที่อุตส่าห์ย้ายบ้านไปตั้งไว้ในนา เพราะขึ้นกับพนักงานสำรวจว่า จะตัดสินให้ที่ดินเกษตรกรรมที่มีบ้านพักอาศัยอยู่นั้น จัดให้อยู่ในบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทใด เช่น หากตัดสินที่ดินปลูกบ้านมีแค่ส่วนหนึ่งเล็กๆ และ ที่ดินที่เหลือส่วนใหญ่คือที่ดินเกษตรกรรม ชาวนาก็ต้องจ่ายภาษีที่ดินเกษตรกรรมอยู่ดี เรียกว่าหนีไม่รอด ด้วยอัตราไม่เกินร้อยละ 0.2 หรือ จ่ายภาษีล้านละ 2 พันบาทต่อปีเป็นประจำทุกปี เหมือนรีดเลือดจากปู จนกลายเป็นปูตากแห้ง เพราะกฎหมายให้อำนาจ พนักงานสำรวจเป็นผู้ชี้ขาดว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ควรเสียภาษีในบัญชีประเภทใด ตามบทบัญญัติมาตรา 26 ที่ว่า

“…….มาตรา 26 ให้พนักงานสำรวจมีอำนาจหน้าที่สำรวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในส่วนที่เกี่ยวกับประเภท จำนวน ขนาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและรายละเอียดอื่นที่จำเป็นในการประเมินภาษี………”

แฟ้มภาพ

สรุปแล้ว เรื่องจริงๆ คือ ชาวนา ชาวสวนที่เป็นเกษตรกรรายย่อยจะต้องจ่ายภาษีที่ดินเกษตรกรรมทุกแปลง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.2 เพราะกฎหมายหลักคือพระราชบัญญัติไม่ได้ยกเว้นให้ จึงจัดเป็น ดอกที่หนึ่ง มอบเป็นรางวัลให้ชาวนา ชาวสวน เกษตรกรรายย่อย ทุกคน เป็นการเก็บภาษีที่ดินซ้ำเติมความยากจนและหนี้สินที่มีอยู่แล้ว เท่านี้ไม่พอ กฎหมายฉบับนี้เตรียม ดอกที่สอง มอบให้ชาวนา/ชาวสวน คือ หากไม่มีเงินจ่ายภาษีภายในเวลาที่กำหนด จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 64 มาตรา 65 สูงสุดคือหนึ่งเท่าของเบี้ยภาษี และ ตามซ้ำด้วย ดอกที่สาม คือ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มของภาษีค้าง (ที่จริงแล้วคือดอกเบี้ย) ตามมาตรา 66 ในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือน หรือ ร้อยละ 12 ต่อปี (แอบแพงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้อสังหาฯ ของธนาคารพาณิชย์เกือบเท่าตัว) แต่ช้าก่อน…..

… มันยังไม่พอที่จะทำให้ปัญหาของชาวนา/ชาวสวนหมดสิ้นไปจากประเทศไทยเพราะยังมีที่ดินเกษตรกรรมถือครองอยู่อีก ต้องจัด ดอกที่สี หรือ ดอกพิฆาต เพื่อกำจัดสาเหตุของปัญหาให้สิ้นซาก คือ ใช้มาตรา 58 ทำการอายัด ยึดที่ดิน มาขายทอดตลาดซะเลย จะได้จบๆ ขายได้เท่าไร ก็เอามาจ่ายภาษีและเบี้ยปรับ ค่าดำเนินการทุกอย่าง เหลือเงินเท่าไร จะคืนให้ชาวนา/ชาวสวน เพียงเท่านี้ก็สามารถแก้ปัญหาได้ถาวร เพราะชาวนา/ชาวสวน ไม่มีที่ดินถือครองเหลืออยู่ให้เป็นปัญหาอีกต่อไป ให้ไปทำงานรับจ้างแทนจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษี ไม่ต้องมาทำตัวเป็นภาระให้รัฐบาลไหนๆอีก ถือเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับปรมาจารย์ อาจดูโหดนิดหนึ่งนะ แต่รับรองหมดปัญหาถาวร เพราะ ดอกที่สี่ซึ่งเป็นดอกพิฆาตคนจนนี้ ในร่างกฎหมายล่าสุด บัญญัติไว้ว่า

“มาตรา 58 ถ้าผู้เสียภาษีมิได้ชำระภาษีค้างชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือแจ้งเตือนตามมาตรา 57 เมื่อพ้นเก้าสิบวันนับตั้งแต่ได้รับหนังสือแจ้งเตือนดังกล่าวแล้ว ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน ของผู้เสียภาษี เพื่อนำเงินมาชำระภาษีคงค้าง เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน…………….
วิธีการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้นำวิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาบังคับใช้โดยอนุโลม……….”

อ่านแล้ว เข้าใจเลยว่า มันเป็นกฎหมายภาษีที่มหัศจรรย์ที่สุดในระดับต้องจารึกเป็นประวัติศาสตร์แผ่นดินเพราะมองเกษตรกรผู้ยากไร้เป็นขยะส่วนเกินของประเทศต้องกำจัดออกไป แถมให้อำนาจกฎหมายผู้บริหารท้องถิ่น คือ นายก อบต. นายก อบจ. มีอำนาจแบบศาลเตี้ย ทำหน้าที่แทน ศาลแพ่ง จัดการการยึดทรัพย์แบบรวดเร็วทันใจ ผู้ร่างกฎหมายคงเห็นว่า ประชาชนผู้ค้างภาษียังไงก็ผิดแน่ๆ ต้องลงโทษให้เด็ดขาด โดยเฉพาะชาวนา/ชาวสวน เกษตรรายย่อยพวกนี้ ชอบทำตัวเป็นภาระรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย มารอบนี้ เจอกฎหมายภาษีมหัศจรรย์ฉบับนี้ ถ้าไม่จ่ายภาษีอีก ก็ให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากนักการเมืองท้องถิ่นจัดการเด็ดขาดไปเลย แล้วไปทะเลาะกันเองนะเพราะอยู่ท้องที่เดียวกัน รับรองถูกกด(…)แน่นอน (คนร่างกฎหมายช่างเก่งจริงๆ)

ต่อไปเกษตรกรรายย่อยจะไม่มีที่ดินทำนา/ทำสวน นั่นหมายความว่าเกษตรกรยากจนพวกนี้จะได้ไม่เป็นภาระให้กับประเทศไทยอีกตลอดกาล ผู้ร่างฯคงกะว่าจะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ให้หมด เพราะนายทุนทำนาทำสวนแปลงละเป็นแสนๆไร่ หรือล้านๆไร่ คนรวยทำเกษตรดีกว่า คุมง่าย ไม่เดือดร้อน ประเทศนี้จะได้หมดปัญหาไปเลย เกษตรกรผู้ยากจนเหล่านี้ช่างเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศไทยเสียจริง เพราะต้องให้รัฐบาลจัดสรรเงินช่วยเหลือให้ทุกยุคทุกสมัย อย่ากระนั้นเลย ใครมากเรื่อง เงินก็ไม่มี ภาษีก็ไม่จ่าย ยึดที่ดินมาขายซะจะได้จบๆ ไป ค้างภาษีดีนัก ยึดทรัพย์จัดเต็มแบบเดียวกับนักโทษยาเสพติด ดีกว่าหน่อยถ้าเงินเหลือจะคืนให้ และนี่ถือว่าโชคดีแล้วนะ เพราะผู้ร่างฯไม่ได้บัญญัติว่า ถ้าขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอจ่ายค่าดำเนินการ จะให้จำคุกชดใช้ วันละกี่บาทว่าไป แค่นี้ก็บุญแล้ว เข้าใจเสียใหม่นะว่าการเก็บภาษีเข้าท้องถิ่นสำคัญกว่าชีวิตคนจนและคนชั้นกลางเป็นไหนๆ เอาไปพัฒนาท้องถิ่นไง ไม่ต้องกลัวนะว่าจะไม่ที่อยู่ เพราะจะเหลือบ้านให้ 1 หลังไม่ยึดแน่ๆ เพราะเขียนไว้แล้วในมาตรา ๓๘ ขอเชียร์ดังๆเลย สุดยอดมาก… คิดได้ไง! เปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็นบริษัทไทยแลนด์เลยดีไหม จะได้ตรงตามภารกิจ

เรื่องที่สอง – คนชั้นกลาง…… อย่านึกว่าจะรอด

คนชั้นกลางทั้งหลาย โปรดอ่านร่างกฎหมายตัวจริงเสียนะ จะได้หูตาสว่าง ก่อนที่จะเสียใจภายหลัง เพราะ ร่างกฎหมายตัวจริงจะอนุญาตให้คนชั้นกลางเป็นเจ้าของ บ้านและที่ดิน หรือ คอนโด ก็ได้ แค่หลังเดียวเท่านั้นนะ เอาไปเลยหรูๆ ไม่เกิน 50 ล้านบาท แต่อย่าเข้าใจผิดนะว่า กฎหมายบัญญัติเรื่องบ้านหลังที่สองที่จะเสียภาษีถูกๆ ไม่มีจริงนะครับ ร่างกฎหมายตัวจริงเสียงจริงไม่ได้บัญญัติไว้ อัตราภาษีบ้านหลังที่สองที่เห็นๆ กัน เกิดจากการยืมมาตรา 34 (3) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพาณิชยกรรมมาใช้ชั่วคราวก่อน ทำเป็นกฎหมายลูก แรกๆ ก็ถูกลวงไปก่อนนะจะได้สบายใจ เพราะจะลดภาษีสิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์ ให้ถูกๆ ก่อนชั่วคราว คนชั้นกลางรวยเมื่อไรหรือรัฐจนลงเมื่อไร ก็เจอต้องของจริง เพราะจะแก้กฎหมายลูกขึ้นภาษีแบบจัดเต็มตามมาตรา 34 (3) เปิดเผยร่างที่แท้จริงออกมาว่า

อ๋อ! ที่แท้จริงภาษีบ้านหลังที่สองแล้วก็คือภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างพาณิชยกรรมนี่เอง เราไม่น่าพลาด ฉะนั้นถ้าเข้าใจแล้วตามทัน ไม่อยากเสียภาษี ก็ทิ้งให้หมด ให้เหลือบ้านหลังเดียว เอาเฉพาะที่อยู่ตามทะเบียนบ้านจริง เพราะบ้านหลังที่สอง หลังที่สาม นั้น เขายืมมาตราของบ้านเช่าคิดภาษีเชิงพาณิชย์มาลดให้ชั่วคราว โผล่ของจริงมาเมื่อไหร่ก็ซวย เพราะเท่ากับเช่าบ้านหลังที่สองของตัวเอง ก็ต้องจ่ายภาษีบ้านเช่าเต็มๆ เลิกคิดที่จะซื้อบ้านเผื่อให้ลูกไปเลย เอาตัวเองให้รอดพอ ปล่อยให้ลูกไปตายเอาดาบหน้า อย่าลืมนะ ภาษีบ้านเช่า ร้อยละ 2 หรือ จ่ายล้านละ 2 หมื่นต่อปี ทุกปี แพงกว่าภาษีโรงเรือนแค่ราวๆ เท่าตัวเท่านั้น (มีคนเช่าหรือไม่มีคนเช่าก็ต้องจ่ายภาษีนะครับ)

หากไม่จ่ายภาษี จะถูกยึดเอาไปขายทอดตลาดอย่างเร็วเลย รู้แบบนี้ก็ไม่ต้องซื้อเลยจะดีกว่า ไหนจะดอกเบี้ยเงินกู้ ไหนจะภาษี รอนะประชาชนไทยถึงยุคประเทศไทย 4.0 แล้ว บรรดาชาวนา ชาวสวน (ทุกชนิด) จะไม่เป็นปัญหาให้รัฐบาลไหนปวดหัวอีกแล้ว เพราะหมดสิ้นที่ดินของตัวเองเท่ากับหมดสิทธิเรียกร้องที่จะทำตัวเป็นปัญหาอีก รับจ้างใช้แรงงานไปนะ จะเหลือบ้านให้อยู่ 1 หลัง ลูกหลานก็อัดกันอยู่ในบ้านหลังเดียวแหละนะ

ปัญหาของประเทศไทยก็จะจบแบบสวยๆ ด้วยประการฉะนี้

บทความก่อนหน้านี้เปิดแนวเดินรถเมล์สายใหม่ A3 และ A4 ดอนเมือง-สวนลุม-สนามหลวง วิ่งขึ้นด่วนเลี่ยงรถติด
บทความถัดไปดูเพลินๆ ชีวิตมหาเศรษฐีสาว 4 หมื่นล้าน อายุน้อยที่สุดในโลก เที่ยวหรูไร้ขีดจำกัด