เตือนแล้วนะ ค่าไฟแพงถึงปีหน้า กฟผ. แนะช่วยกันประหยัด ต้นทุนจะได้ต่ำลง

เตือนแล้วนะ ค่าไฟแพงถึงปีหน้า กฟผ. แนะช่วยกันประหยัด ต้นทุนจะได้ต่ำลง

วันที่ 4 ตุลาคม 2565 นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าปี 2566 จะทรงตัวระดับสูงต่อไป เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงหลักโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติผันแปรตามราคาน้ำมัน

ขณะที่ไทยต้องพึ่งพาก๊าซแอลเอ็นจีนำเข้าถึง 20% ที่มีราคาสูงมาก หากสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังยืดเยื้อต่อเนื่องจะยิ่งทำให้ราคาก๊าซแอลเอ็นจีมีแนวโน้มแพงมาก อาทิ หากราคาก๊าซแอลเอ็นจีอยู่ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู

จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เมื่อเทียบเป็นหน่วยค่าไฟฟ้าของไทยจะสูงถึงกว่า 13.30 บาทต่อหน่วย ดังนั้น หากผู้ใช้ไฟฟ้าร่วมกันประหยัด หรือใช้ไฟฟ้าให้น้อยลงมากที่สุด จะทำให้ใช้ก๊าซแอลเอ็นจีน้อยลง ต้นทุนค่าไฟฟ้าก็จะต่ำลง

การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการปรับแผนเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ทั้งใช้ดีเซลทดแทนแอลเอ็นจีที่แพงกว่า ยืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ และ กฟผ. ได้สั่งจ่ายจากโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำที่สุดก่อน

อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ พร้อมปรับระบบไฟฟ้ารองรับพลังงานทดแทนที่จะเข้าระบบมากขึ้นให้มั่นคง ได้จัดทำโครงข่ายระบบไฟฟ้ามีความทันสมัย ยืดหยุ่น นำพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบต่างๆ” นายประเสริฐศักดิ์ กล่าว

สำหรับการจัดทำโครงข่ายระบบไฟฟ้ามีความทันสมัย ยืดหยุ่น กฟผ. ได้ดำเนินการหลายรูปแบบ ได้แก่ ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (บีอีเอสเอส) ที่เชื่อมต่อกับระบบส่งไฟฟ้า หรือกริด สเกล นำร่องใช้งานที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี กำลังผลิตไฟฟ้า 21 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

และที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ กำลังผลิตไฟฟ้า 16 เมกะวัตต์-ชั่วโมง รวม 37 เมกะวัตต์-ชั่วโมง มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย ตอบสนองต่อระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว เพราะจ่ายกำลังไฟฟ้าได้ภายในเวลาไม่เกิน 200 มิลลิวินาที หรือไม่ถึง 1 วินาที ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า

กฟผ. เลือกพื้นที่นำร่องติดตั้งบีอีเอสเอสในพื้นที่ทั้ง 2 แห่ง เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจำนวนมากจึงมีความผันผวนค่อนข้างสูง

บีอีเอสเอสจะทำหน้าที่กักเก็บพลังงานในช่วงที่ระบบมีความต้องการไฟฟ้าต่ำ และจ่ายไฟฟ้าคืนสู่ระบบเพื่อชดเชยกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนในช่วงบ่าย ลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในช่วงหัวค่ำ และลดความหนาแน่นของสายส่งกำลังไฟฟ้า

 

โดยแบตเตอรี่ที่นำมาใช้ในบีอีเอสเอสเป็นแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน กักเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากในพื้นที่จำกัด อีกทั้งจ่ายไฟและชาร์จไฟได้เร็ว ออกแบบให้มีอายุการใช้งานได้นานถึง 15 ปี

“เราศึกษานำร่องบีอีเอสเอสเพื่อเตรียมคนเตรียมนวัตกรรมให้พร้อมรับอนาคต ในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลไปเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งขณะนี้ราคาแบตสูง 400-450 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าใน 5 ปีข้างหน้าราคาจะลดลงเหลือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เหมาะสมในการลงทุนเชิงพาณิชย์ จะเป็นหนึ่งในแผนงานความเป็นกลางทางคาร์บอนของไทย” นายประเสริฐศักดิ์ กล่าว

ที่มา มติชนออนไลน์