เร่งสร้างความเข้าใจกัญชา เน้น กิน-ใช้ ปลอดภัย ก่อนเสียโอกาสใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม

เร่งสร้างความเข้าใจกัญชา เน้น กิน-ใช้ ปลอดภัย ก่อนเสียโอกาสใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม

เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วย ผู้ตรวจราชการ รองอธิบดีกรมต่างๆ ผู้อำนวยการกองที่เกี่ยวข้อง กล่าวถึง เหตุผลของการปลดกัญชาออกจากรายการยาเสพติด ว่า

เป็นการคืนกัญชาให้ประชาชน ได้นำไปใช้ในการสร้างสุขภาพ เศรษฐกิจ เพราะกัญชา เป็นพืชท้องถิ่นของไทย คนไทยมีประสบการณ์การใช้กัญชา มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเมื่อถูกบรรจุในรายการยาเสพติดให้โทษ ทำให้การใช้ประโยชน์หยุดชะงัก

และกลับมาพัฒนาอีกครั้งในปี 2562 ที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2562) อนุญาตให้นำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ แต่การพัฒนากัญชาในประเทศเรา ยังช้ากว่าต่างประเทศ ทั้งๆ ที่เป็นพืชท้องถิ่น เพราะมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย จึงเป็นเหตุผลสำคัญของการปลดพืชกัญชา คืนให้ประชาชนใช้ประโยชน์

“การใช้กัญชา ในสถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ทำให้มั่นใจว่า กัญชา มีประโยชน์ทางการแพทย์จริง แต่ก็เช่นเดียวกับการใช้สมุนไพรอื่นๆ ที่มีข้อจำกัดในการใช้ ซึ่งต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม ในขณะเดียวกัน ทางกระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจกับความปลอดภัยของภาคประชาชน ตามที่องค์กรวิชาชีพและภาคประชาสังคมห่วงใย”

“อย่างไรก็ตาม ทาง กรมการแพทย์ นำเสนอสถิติว่าผู้ที่ติดกัญชาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มคงที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การปลดพืชกัญชาให้ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นมาอย่างต่อเนื่องช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาการเสพติดมากขึ้น แต่เรายังคงเฝ้าติดตามความปลอดภัย ผ่านการบูรณาการข้อมูลจากกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และจะนำมารายงานในคณะกรรมการทุกเดือน เพื่อให้สามารถที่จัดการได้ทันเวลา หากพบปัญหา” นพ.ประพนธ์ กล่าว

 

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอข้อมูลจากกรมการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมสุขภาพจิต คณะกรรมการอาหารและยา กองบริหารการสาธารณสุขและสถาบันกัญชาทางการแพทย์ ถึงแนวทางการทำงาน หลังปลดพืชกัญชาจากรายการยาเสพติด ซึ่งมีการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

โดยในที่ประชุมประธานได้เน้นย้ำว่า การทำงานต้องเน้นการส่งเสริม บนพื้นฐานของความปลอดภัย ไม่ทำให้เสียโอกาสในการใช้ประโยชน์ โดยขอให้แต่ละหน่วยงานลงไปทำงานกับพื้นที่ กับประชาชน และกลับมาแลกเปลี่ยนปัญหาอุปสรรคในการประชุมครั้งต่อไป