เตือน พฤติกรรมเนือยนิ่ง จากวิกฤตโควิด เสี่ยงโรค สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

เตือน พฤติกรรมเนือยนิ่ง จากวิกฤตโควิด เสี่ยงโรค สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ 

กล้ามเนื้อ นับเป็นองค์ประกอบที่น่ามหัศจรรย์ของร่างกาย ซึ่งไม่เหมือนเงินทองที่ยิ่งใช้ยิ่งหมดไป แต่ในทางกลับกัน หากยิ่งได้ใช้ โดยการฝึกฝนกล้ามเนื้ออย่างพอเหมาะ และสม่ำเสมอสำหรับในแต่ละช่วงวัย ร่างกายจะยิ่งแข็งแรง ลดเสี่ยง โรคซาร์โคเพเนีย (Sarcopenia) หรือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ที่มากับพฤติกรรมเนือยนิ่งจากวิกฤต COVID-19 ได้

กภ.ทวีศักดิ์ ปฐม หัวหน้างานกายภาพบำบัด ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์จังหวัดนครสรรค์ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึง โรคซาร์โคเพเนีย ว่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในผู้สูงวัย แต่อาจพบได้ในผู้ที่มีวัย 40 ปีขึ้นไป สังเกตได้จากลักษณะแขนขาที่ลีบเล็ก และอ่อนแรงลง โดยมีสาเหตุสำคัญจากการขาดการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนไม่เพียงพอ ซึ่งในปัจจุบันพบจำนวนไม่น้อยที่เป็นโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าผู้ที่มีรูปร่างผอมบางทุกรายจะเข้าข่ายป่วยเป็นโรคซาร์โคเพเนีย ก่อนอื่นจะต้องเข้ารับการตรวจและประเมินสุขภาพโดยแพทย์และนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน

ในเบื้องต้น แพทย์จะใช้เครื่องมือประเมินมวลกล้ามเนื้อ Bioelectrical Impedance Analysis (BIA) ซึ่งตามเกณฑ์ของ Asian Working Group for Sarcopenia (AWGS) หากได้ค่าน้อยกว่า 7.0 กิโลกรัมต่อตารางเมตรในเพศชาย และน้อยกว่า 5.7 กิโลกรัมต่อตารางเมตรในเพศหญิง จึงจะถือว่าเข้าข่ายป่วยเป็นโรคซาร์โคเพเนีย

นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งต่อให้นักกายภาพบำบัดประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งนอกจากการทดสอบโดยสังเกตจากการนั่ง-ลุก-ยืน-เดิน และการวัดความเร็วในการเดินแล้ว ยังใช้เครื่องวัดแรงบีบมือ (Hand-Grip Strength) ร่วมทดสอบ ซึ่งตามเกณฑ์ของ AWGS จะต้องมีแรงบีบไม่ต่ำกว่า 26 กิโลกรัมในเพศชาย และไม่ต่ำกว่า 18 กิโลกรัมในเพศหญิง

กระตุ้นการใช้กล้ามเนื้อในผู้สูงวัย

กภ.ทวีศักดิ์ ได้แสดงความห่วงใยถึงผู้ป่วยโรคซาร์โคเพเนีย ในกลุ่มของผู้สูงวัย หรือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พบได้มากกว่าผู้ป่วยในช่วงวัยอื่น ซึ่งนอกจากจะมีแขนขาที่ลีบเล็กลงจากการขาดการออกกำลังกายจนต้องสูญเสียมวลกล้ามเนื้อแล้ว มักเข้ารับการบำบัดด้วยอาการเหนื่อยอ่อน แม้เพียงการเคลื่อนไหวปกติในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่ง-ลุก-ยืน-เดิน เป็นต้น

จึงได้แนะนำการทำกายภาพบำบัดอย่างง่าย หากทำอย่างสม่ำเสมอ แม้ไม่ทำให้มีมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและชัดเจนเหมือนผู้ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว แต่สามารถช่วยชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และรู้สึกแข็งแรงมากขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งยา

เพียงไม่ปล่อยให้ผู้สูงวัย มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง หากิจกรรม หรือพยายามเคลื่อนไหวเท่าที่พอจะทำได้ และต่อเนื่อง แม้ในรายที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน การพยายามใช้แรงมือและแขนพยุงตัวให้ลุกขึ้นเดินด้วยตัวเอง เพื่อให้กล้ามเนื้อเข่า ขา และเท้าได้เคลื่อนไหว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อในส่วนอื่นๆ ซึ่งรวมทั้งมือ แขน ไหล่ หลัง และสะโพก ได้เคลื่อนไหวไปด้วย

 

อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้ม ที่เป็นปัญหาของผู้สูงวัยที่เกี่ยวเนื่องกับโรคซาร์โคเพเนีย ในผู้สูงวัยอีกด้วย โดยไม่แนะนำให้ผู้สูงวัยกลั้นหายใจระหว่างออกแรงเคลื่อนไหว แต่ควรให้ได้ฝึก หายใจเข้า ด้วยจมูก และ หายใจออก ทางปาก สลับกันอย่างเป็นจังหวะ จะช่วยทำให้ผู้สูงวัยไม่รู้สึกวิงเวียนศีรษะระหว่างการทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย

สำหรับผู้สูงวัย ในรายที่สามารถยืนและเดินได้ด้วยตัวเองโดยปกติ เพียงพยายามยืนขึ้นแล้วฝึกใช้มือและแขนดันผนังในแนวตั้ง โดยใช้น้ำหนักตัวเป็นแรงกดอยู่เป็นประจำ ก็สามารถช่วยในการฝึกกำลังแขนได้โดยไม่ต้องซื้อหาอุปกรณ์พิเศษใดๆ มาใช้ให้สิ้นเปลือง และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซาร์โคเพเนียได้

ซึ่งภารกิจของงานกายภาพบำบัด ไม่ใช่เพียงการป้องกัน รักษา ฟื้นฟู และส่งเสริมสุขภาวะผู้ป่วยของศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์จังหวัดนครสรรค์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย แต่ยังให้บริการประชาชนครอบคลุมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง-ภาคกลางตอนบน 7 จังหวัด ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท และ นครสวรรค์

มีวิสัยทัศน์เพื่อมุ่งสู่การเป็น Excellence Center หรือศูนย์ความเป็นเลิศด้านผู้สูงวัยแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยหวังให้ดูแลใส่ใจสุขภาพผู้สูงวัยกันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ด้วยการพยายามหาเวลาให้ผู้สูงวัยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กายและใจพร้อมฝ่าฟันต่อไปได้ในทุกสถานการณ์