ต้มเลือดหมู เจ็กจุ่น ร้านใหญ่สุดในประเทศ มีลูกน้องห้าสิบคน เคยขายได้วันเป็นแสน

ต้มเลือดหมู เจ็กจุ่น ร้านใหญ่สุดในประเทศ มีลูกน้องห้าสิบคน เคยขายได้วันเป็นแสน

ต้มเลือดหมู นับเป็นอาหารเช้ายอดนิยมของคนไทยที่มีขายอยู่ทั่วประเทศ นับเป็นอาหารเช้าอีกอย่างหนึ่งที่ผมก็ชอบกิน ผมเพียงแต่ไม่ชอบเลือดหมูเท่านั้น ฉะนั้น เวลาจะสั่งข้าวเลือดหมูกิน ผมมักจะย้ำกับคนขายว่า “เลือดหมูชามหนึ่ง ไม่เอาเลือด” คนขายฟังแล้วก็ไม่งง แสดงว่ามีคนชอบกินต้มเลือดหมูแต่ไม่เอาเลือดเหมือนผมต้องมีไม่น้อย

ถึงแม้ผมไม่เอาเลือด แต่ก็มีชิ้นส่วนของหมูอย่างอื่นๆ ให้กินเยอะ เช่น เนื้อหมูสับ ตับ ไส้ กระเพาะ เซ่งจี๊ ให้เลือกกินได้หลายอย่างมาก ล้วนแต่อร่อยทั้งนั้น

เมื่อพูดถึงต้มเลือดหมู หากผู้ใดเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ หรือภาคตะวันออก ระหว่างทางจะต้องมีร้านขายต้มเลือดหมูให้แวะกิน การกินต้มเลือดหมู ถ้าให้อร่อยจะต้องกินกับข้าวสวยร้อนๆ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ พริกน้ำส้ม

ระยะนี้ตั้งแต่มีโรคโควิดระบาด ส่วนใหญ่ผมจะกักตัวอยู่แต่บ้าน แล้วอยู่ๆ ก็มีพรรคพวกชักชวนให้ทำรายการให้สถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมเห็นว่า น่าจะดีเหมือนกัน เพราะจะได้ออกจากบ้านบ้าง แล้วผมก็รับทำโดยตั้งชื่อรายการว่า สบายๆ กับไมตรี ลิมปิชาติ

ในรายการ ผมจะต้องพูดถึงงานศิลปะ งานเขียนหนังสือ และท่องเที่ยวไปโน่นไปนี่ เห็นอะไรน่าสนใจ ทั้งการท่องเที่ยวและอาชีพต่างๆ ผมก็จะขอเข้าไปพูดคุยด้วย

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้ไปที่จังหวัดนครปฐม หะแรกตั้งใจจะไปสัมภาษณ์คนเลี้ยงหมูเพื่อจะได้รู้ต้นตอว่า ทำไมเนื้อหมูราคาแพง ที่ตั้งใจไปที่นครปฐมก็เพราะเป็นจังหวัดที่มีคนเลี้ยงหมูกันมากนั่นเอง ทว่า ยังไปไม่ทันถึงจุดที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพียงแต่ได้แวะกินต้มเลือดหมูที่ถนนพุทธมณฑลสาย 4 เท่านั้น ก็ได้เรื่อง

ที่ว่าได้เรื่องก็คือ ได้เรื่องมาเขียน เพียงแต่เปลี่ยนจากสัมภาษณ์คนเลี้ยงหมู มาเป็นคนขายต้มเลือดหมูแทน ร้านต้มเลือดหมูที่ว่า คือ ร้านเจ็กจุ่น ถือเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมานานพอสมควร ก่อนมากินที่นี่ ผมเคยได้ยินชื่อต้มเลือดหมูเจ็กจุ่น มานานแล้วหลายปี

ร้านต้มเลือดหมูเจ้านี้ เป็นอาคารชั้นเดียว มีโต๊ะให้ลูกค้านั่งประมาณ 50 โต๊ะ น่าจะเป็นร้านขายต้มเลือดหมูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ได้ ขณะที่ผมและผู้ร่วมงาน เข้าไปกินต้มเลือดหมู มีลูกค้าเกือบเต็มร้าน แต่จะมีลูกค้าเข้า ลูกค้าออกตลอดเวลา

เจ็กจุ่น เจ้าของกิจการ ต้มเลือดหมู

เจ็กจุ่น ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน มีอายุตั้ง 76 ปี แต่ยังดูแข็งแรง ใบหน้ามีน้ำมีนวล คงจะเป็นเพราะกินต้มเลือดหมูบ่อยก็เป็นได้ หรือไม่ก็เป็นเพราะขายดี จนมีเงินใช้ไม่ขัดสน

ถูกแล้ว เมื่อผมจะนำเรื่องของเจ็กจุ่นมาเขียน ผมก็ต้องแจ้งให้เจ็กจุ่นรู้ตัว แล้วเชิญให้มานั่งกินต้มเลือดหมูกับผมและทีมงานด้วย ขณะกิน ทำให้รู้ได้ว่าต้มเลือดหมูเจ้านี้มีจุดเด่น เพราะเป็นต้มเลือดหมูที่ใช้ผักจิงจูฉ่าย

เจ็กจุ่น บอกว่า ผักชนิดนี้เหมาะสำหรับนำมาต้มกับเลือดหมู เพราะจะทำให้หมูไม่คาว เพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้น แต่ที่ดีกว่านั้นก็คือ จิงจูฉ่าย เป็นผักที่มีประโยชน์ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ลดความดันได้ด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ ร้านต้มเลือดหมูของเจ็กจุ่น จึงมีน้ำจิงจูฉ่ายขายเป็นขวดอีกต่างหาก มีลูกค้าหลายคน มากินต้มเลือดหมูแล้วจะสั่งน้ำจิงจูฉ่ายดื่ม ผมสนใจจึงขอน้ำจิงจูฉ่ายมาดื่มขวดหนึ่ง จึงได้รู้ว่ามีรสชาติคล้ายๆ กับน้ำบัวบก

เจ็กจุ่น บอกว่า เดิมทีจะปลูกจิงจูฉ่ายเอง แต่ปลูกไม่ทันใช้ ตอนหลังต้องซื้อมาใช้แทน ซึ่งมีคนส่งให้ประจำ พอพูดถึงผักจิงจูฉ่าย ทำให้ผมนึกไปถึงร้านขายต้มเลือดหมูเจ้าอื่นๆ ส่วนใหญ่จะใช้ผักตำลึงแทน มีเพียงบางร้านเท่านั้นที่ใช้ผักจิงจูฉ่าย

หน้าร้าน

ต้มเลือดหมูของเจ็กจุ่นขายดี จึงมีสาขาออกไปอีก 2 สาขา ตั้งอยู่ที่พุทธมณฑลสาย 3 ส่วนอีกสาขาตั้งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี โดยให้ลูกหลานไปทำ ส่วนเจ็กจุ่นเอง บริหารงานอยู่ที่นี่แห่งเดียว

 

แต่ต่อไป จะมีร้านเจ็กจุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่ เพราะมีนโยบายจะขายแฟรนไชส์ เนื่องจาก เจ็กจุ่นเห็นว่า คนที่มากินเลือดหมูจะต้องอยากกินอย่างอื่นๆ ด้วย เจ็กจุ่น จึงได้ทำอาหารอย่างอื่นขายด้วย เช่น หมูสะเต๊ะ ไข่ตุ๋น ข้าวขาหมู ทุกสาขาจะขายเหมือนกันหมด รสชาติก็เหมือนกัน เพราะใช้วิธีประกอบอาหารสูตรเดียวกัน

เจ็กจุ่น ไม่ได้เปิดเผยถึงการทำอาหารแต่ละอย่างให้เราได้รู้ บอกเคล็ดลับเพียงอย่างเดียวว่า สิ่งสำคัญในการทำอาหารให้อร่อยจะต้องรู้วิธีเลือกวัตถุดิบ อย่างกับการต้มเลือดหมู จะต้องเลือกหมู เครื่องในหมู และเลือดหมูเป็น “การเลือกวัตถุดิบไม่ดีมาใช้ นำมาปรุงรสอย่างไรก็ไม่อร่อย”

จิงจูฉ่าย

 

ที่เจ็กจุ่น สามารถเลือกวัตถุดิบได้ของดี เพราะเคยเป็นคนขายเนื้อหมูในตลาดมาก่อน โดยช่วยเตี่ยขายหมูมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตของเจ็กจุ่น ตั้งแต่เด็กมาถึงวันนี้ จึงได้อยู่ใกล้ชิดกับหมูตลอดชีวิต จากขายเนื้อหมู ก็มาทำต้มเลือดหมูขาย ปรากฏว่าขายดีตั้งแต่เริ่มแรก

ตอนนี้ขายต้มเลือดหมูชามละ 50 บาท แต่เมื่อครั้งที่ขายชามละ 8 บาทนั้น เคยขายได้ถึงวันละเป็นแสนบาทเลยทีเดียว ครั้งที่ว่านี้มีลูกน้องช่วยขายถึง 50 คน ต่อมาก็ยังขายดีมาเรื่อยๆ แต่ยังไม่เคยทุบสถิติครั้งแรกที่เคยขายได้

อาหารร้านเจ็กจุ่น

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะมีโรคโควิดระบาด ทำให้ขายตกลงมาก แต่ก็พยายามเลี้ยงลูกน้องทุกคนไว้เหมือนเดิม เพราะครั้งที่ขายดีมาก พวกเขาเคยช่วยงานเป็นอย่างดี

เจ็กจุ่นมั่นใจว่า อีกไม่นาน เมื่อโควิดผ่านพ้นไป ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ผู้ใดสนใจต้องการเป็นแฟรนไชส์ขายต้มเลือดหมู ติดต่อกับ เจ็กจุ่น ได้ที่ โทรศัพท์ 064-759-2541