ลมหนาวพัดโชย เกษตรกรนครพนมพลิกดินริมโขงทำแปลงผักพอเพียง ตลาดรับไม่อั้น

วันที่ 6 ธันวาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้หลังจากสภาพอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ประมาณ 14 -15 องศาเซลเซียส บวกกับน้ำโขงลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลดีต่อเกษตรกรริมฝั่งแม่น้ำโขง ในเขตพื้นที่ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม  ได้พลิกผืนดินริมแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่การเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัวตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยในช่วงฤดูหนาวทุกปี พื้นที่ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เกษตรกรริมโขงจะน้อมนำเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เน้นทำการเกษตรปลูกพืชผักสวนครัว ปีละหลายพันไร่ อาทิ ผักกาด กะหล่ำ ต้นหอม สลัด คะน้า มะเขือเทศ  เพื่อนำผลผลิตส่งขายทั่วภาคอีสาน ยิ่งในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ยาวไปถึงตรุษจีน จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาสั่งจองจนเก็บผลผลิตไม่ทัน สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 แสนบาทต่อครอบครัว ถือเป็นพื้นที่ทำเลทองที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี ที่สำคัญพื้นที่ริมโขงส่วนใหญ่จะเป็นดินตะกอนแม่น้ำโขงที่ไหลมาทับถมช่วงหน้าฝน ทำให้ปลูกพืชผักสวนครัวได้ผลผลิตดี เจริญเติบโตเร็ว และไม่ต้องใส่ปุ๋ย หรือสารเคมี

นายพัฒนากร บุตรวร อายุ 34 ปี เกษตรกรชาวบ้าน ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เปิดเผยว่า ทุกปีในช่วงฤดูหนาว หลังน้ำโขงลด จะมีพื้นที่สันดอนทราย รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำโขง เป็นโอกาสดีของเกษตรกรในพื้นที่ได้ปรับพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว ถือเป็นอาชีพเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพ่อหลวง ไม่ต้องไปทำงานต่างถิ่น เน้นการปลูกพืชผักสวนครัวทั่วไปที่ขายตามท้องตลาด อาทิ  ผักบุ้ง ผักกาด กะหล่ำ ต้นหอมสลัด คะน้า มะเขือเทศ เพราะสามารถขายได้ง่าย มีตลาดรองรับไม่อั้น  ยิ่งในปีนี้ราคาผักแพง เพราะปัญหาภัยแล้ง หลายพื้นที่ปลูกยาก แต่พื้นที่ริมโขงได้เปรียบทั้งเรื่องดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ไม่ต้องใส่ปุ๋ยหรือสารเคมี พืชผักโตเร็ว และมีน้ำโขงรดผักได้ตลอดช่วงหน้าแล้ง ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการเกษตรหน้าหนาวเป็นอย่างดี

 

“ส่วนใหญ่เกษตรกรจะทำแบบพอเพียงใช้แรงงานในครอบครัว ไม่ต้องว่าจ้าง ลดต้นทุน ปีนี้ยอมรับพืชผักราคาแพง โดยเฉพาะสลัด คะน้า ราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท ส่วนต้นหอมมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 60-70 บาท ยิ่งใกล้ปีใหม่จะแพงมากขึ้น ถือเป็นพื้นที่ทำเลทองของชาวบ้าน ที่สร้างรายได้เป็นอย่างดี บางรายขยัน ขายผักมีรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท ไม่ต้องเป็นหนี้สิน ทำแบบพอเพียง ใช้เวลาปลูกแค่ 3-4 เดือน เก็บผลผลิตได้ หลังจากนั้นเมื่อน้ำโขงเพิ่มจะไปทำนาตามปกติ หมุนเวียนตามฤดูกาล ที่สำคัญผักสวนครัวพื้นที่ริมโขงจะเป็นผักที่สะอาด ปลอดภัย ไร้สารพิษ ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ยิ่งปีไหนอากาศหนาวยิ่งทำให้พืชผักโตเร็ว ทุกปีทำให้มีเงินสะพัดจากการปลูกผักของชาวบ้านในพื้นที่ปีละหลาย 10 ล้านบาท” นายพัฒนากรกล่าว

 

ที่มา มติชนออนไลน์