สิงคโปร์เตือนกลุ่มหนุนไอเอสอาจก่อเหตุโจมตีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายเค. ชานมูกัม รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในสิงคโปร์ออกโรงเตือนว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นที่จะตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มผู้สนับสนุนกองกำลังรัฐอิสลาม หรือไอเอส เพราะภัยคุกคามอยู่จริง และเพิ่มสูงขึ้นเพื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้

ชานมูกัมระบุว่า สิ่งที่ถือเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับสิงคโปร์คือการที่มีผู้ย้ายถิ่นฐานอยู่ในประเทศถึง 5.5 ล้านคน ซึ่งต้องสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันให้เกิดขึ้น ขณะนี้จึงเป็นเพียงที่จะต้องรอว่าจะเกิดเหตุโจมตีขึ้นในสิงคโปร์เมื่อใด อย่างไรก็ดีสิงคโปร์จะปกป้องดินแดนของตนเองอย่างเต็มที่ แต่ความเสี่ยงก็อยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ

ปัจจุบันไอเอสกำลังสูญเสียฐานที่มั่นในอิรักและซีเรีย ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้มีการก่อเหตุโจมตีเพื่อเป็นการตอบโต้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีบางส่วนในพื้นที่ที่มีกลุ่มคนซึ่งเปิดรับแนวคิดของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอยู่แล้ว ทั้งนี้หลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประสบปัญหาสู้รบกับกองกำลังมุสลิมหัวและกลุ่มหัวรุนแรงหลายร้อยกลุ่มมายาวนาน และคนกลุ่มนี้ก็ได้เดินทางไปเข้าร่วมกับไอเอส

รายงานข่าวระบุว่า มีผู้คนในภูมิภาคนี้ไปร่วมมือกับไอเอสถึงขนาดที่มีการก่อตั้งหน่วยของกลุ่มคนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งเรียกตัวเองว่าคาติบาห์ นูซานทารา และเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ได้ติดต่อกับกลุ่มหัวรุนแรงที่บ้านเกิดอยู่ตลอดเวลา

กลุ่มติดอาวุธในฟิลิปปินส์ที่สู้รับกับรัฐบาลมายาวนานก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ประกาศความจงรักภักดีต่อไอเอส ขณะที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มุสลิมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ก็มีการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงและความพยายามที่จะก่อเหตุโจมตีภายในประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพราะได้รับอิทธิพลมาจากไอเอส แม้กระทั่งในประเทศร่ำรวยอย่างสิงคโปร์ ก็ยังมีการจับกุมสมาชิกกลุ่มหัวรุนแรงหลายรายที่เป็นสมาชิกของชุมชนมุสลิมในประเทศเช่นกัน

นักวิเคราะห์ของไอเอชเอส เจนส์ สื่อด้านความมั่นคงและการทหารชั้นนำของโลกก็ระบุว่า มีการเพิ่มขึ้นของความเป็นไปได้ที่ไอเอสจะประกาศจัดตั้งจังหวัดของไอเอสขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2560 นี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นที่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ไอเอสได้ก่อเหตุโจมตีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2559 โดยมีการก่อเหตุระเบิดรถยนต์และกราดยิงผู้คน

 

(ภาพจากเอพี)

 

ที่มา มติชน