กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาการใช้ตัวอย่างน้ำลาย ตรวจโควิด-19

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาการใช้ตัวอย่างน้ำลาย ตรวจโควิด-19

ตัวอย่างน้ำลาย – เว็บไซต์ สธ. เผยแพร่ข่าว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาการใช้ตัวอย่างน้ำลาย และการรวมตัวอย่าง ตรวจสำหรับคัดกรองโรคโควิด-19

โดยร่วมกับกรมควบคุมโรค ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มเสี่ยง อาทิ แรงงาน พนักงานโรงงาน คนขับรถสาธารณะ ฯลฯ เผยผลการเก็บตัวอย่างตรวจที่ผ่านมา 11,236 ตัวอย่าง พบผลบวก  1 ตัวอย่าง ตั้งเป้า 100,000 ตัวอย่าง ทั่วประเทศ

    

 

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้พัฒนาการใช้ตัวอย่างน้ำลายในการตรวจ COVID-19 เพื่อใช้ในการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยง ที่ต้องทำการตรวจคัดกรองคนจำนวนมาก เนื่องจากกระบวนการเก็บใช้เวลาไม่นาน ผู้ป่วยเก็บตัวอย่างได้เอง และอุปกรณ์ในการเก็บหาได้ง่าย ราคาไม่แพง จึงได้จัดทำโครงการนำร่องคัดกรองโรค COVID-19 ในกลุ่มเสี่ยง เขตสุขภาพที่ 4 และ 5 ขึ้น โดยการเก็บตัวอย่างน้ำลาย จากส่วนลึกของลำคอ จากกลุ่มเสี่ยงและชุมชนแออัด เช่น กลุ่มแรงงานต่างด้าว กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า กลุ่มผู้ขับรถรับจ้างและขนส่งสาธารณะ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น จำนวนรวม 6,380 ตัวอย่าง พบผลบวก 1 ตัวอย่าง และผลลบ 6,379 ตัวอย่าง

ข้อมูลนี้ช่วยสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ว่า การระบาดในประเทศไทยมีอัตราที่ต่ำมาก เนื่องจากไม่พบการระบาดในชุมชน ผู้ป่วยรายใหม่ที่พบนั้นล้วนเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ผลการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงนี้ทำให้ได้ข้อมูลเชิงระบาด ที่มีความสำคัญต่อการวางมาตรการควบคุมโรคในระยะถัดไป ซึ่งกรมควบคุมโรคร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะทำการขยายผลการคัดกรองโรค COVID-19 เชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงและชุมชน โดยตั้งเป้าทำการคัดกรองทั่วประเทศในเขตสุขภาพทั้ง  12 เขต และเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 89,993 ราย โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งนี้ การดำเนินการในเขต กทม. ได้ตรวจไปแล้วทั้งสิ้น 4,856 ราย จากเป้าหมาย 15,000 ราย พบผลตรวจเป็นลบทั้งหมด

นอกจากนั้น เพื่อเป็นการช่วยสนับสนุนให้การตรวจคัดกรองโรค COVID-19 ในวงกว้างมีความเป็นไปได้ ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังได้พัฒนาการตรวจแบบรวมตัวอย่าง หรือ Pooled Sample เพื่อเป็นการลดต้นทุนการตรวจ และทำให้เข้าถึงการตรวจได้มากขึ้น ทั้งนี้ จากการศึกษาที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า การตรวจโดยรวมตัวอย่างจำนวน 6 ตัวอย่าง จะสามารถลดต้นทุนการตรวจลงเหลือเพียง 1 ใน 4 โดยมีความไวต่ำกว่าการตรวจแบบปกติเล็กน้อย ซึ่งยังคงสามารถนำวิธีดังกล่าวมาใช้ในการเฝ้าระวังในกลุ่มประชากรเสี่ยง หรือสถานที่เสี่ยงในลักษณะการเฝ้าระวังเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพื้นที่ที่มีอัตราการตรวจพบ COVID-19 น้อยกว่าร้อยละ 1 ของกลุ่มประชากรได้

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่ออีกว่า ในต่างประเทศมีการใช้ตัวอย่างน้ำลายสำหรับตรวจเชื้อไวรัสทางเดินหายใจเนื่องจากเก็บตัวอย่างง่าย ผู้ป่วยเก็บตัวอย่างได้เอง โดยความไวและความจำเพาะเมื่อใช้ตัวอย่างน้ำลายใกล้เคียงวิธีมาตรฐาน นอกจากนี้ การศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีใช้การบ้วนน้ำลาย ความไวร้อยละ 84.2% ความจำเพาะ 98.9% และมีผลสอดคล้องกับการเก็บตัวอย่างวิธีมาตรฐาน NP Swab 97.5%

“สำหรับการเตรียมตัวก่อนเก็บตัวอย่างน้ำลายนั้น สามารถเก็บตัวอย่างน้ำลายได้ทุกเวลา แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเก็บน้ำลาย คือ ช่วงเช้าหลังตื่นนอน และไม่ควรแปรงฟัน หรือใช้น้ำยาบ้วนปาก ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง ก่อนเก็บน้ำลายอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้รบกวนการแปลผลได้ นอกจากนี้ การตรวจเชื้อโควิด-19 จากน้ำลาย จะไม่ใช้ตรวจในกลุ่ม PUI ผู้สัมผัสที่เกี่ยวข้องกับวงระบาด และในกลุ่มที่มีอัตราการตรวจพบโควิด-19 สูง ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างแต่ไม่มี PPE เท่านั้น” นายแพทย์โอภาส กล่าวทิ้งท้าย

บทความก่อนหน้านี้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเทรนพนักงานขับรถภาคเกษตร
บทความถัดไปสาวอึ้ง! ขึ้นรถทัวร์เจอผู้โดยสารไม่เว้นระยะห่าง แถมโดนอัพค่าโดยสารสองเท่า