“พระบรมฯ-ทูลกระหม่อมหญิงฯ” รับสั่งถึง “ในหลวง รัชกาลที่ 9” “เป็นเส้นชีวิต…รักษาเสถียรภาพประเทศ”

พสกนิกรชาวไทย ยังคงหลั่งไหล เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อย่างไม่ขาดสาย

โดยต่อแถวรอยาวหลายกิโลเมตร บางวันแม้ว่าจะมีฝนตก แต่ประชาชนก็ไม่ย่อท้อ

สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ รวม 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 7 พฤศจิกายน มีจำนวนประชาชนที่เดินทางมาทั้งสิ้น 283,716 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 17,160,972.50 บาท โดยยอดพสกนิกรยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทำให้สำนักพระราชวังประกาศว่ายังไม่มีกำหนดการจะปิดการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ เพื่อเปิดโอกาสให้พสกนิกรมากที่สุด

ซึ่งแม้ว่าจะมีประชาชนหลั่งไหลมาที่พระบรมมหาราชวัง และสนามหลวง จำนวนมาก

แต่บรรยากาศมากไปด้วยความสงบ เรียบร้อย โดยมีบรรดาข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และ “จิตอาสา” ให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่เดินทางมากราบสักการะ และแสดงความอาลัย ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและการให้บริการในพื้นที่บริเวณรอบนอกพระบรมมหาราชวัง ระหว่างวันที่ 28 ถึง 29 ตุลาคมที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชน 1,327 คน เป็นชาย 488 คน หญิง 839 คน

ปรากฏว่าเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ด้านการรักษาความปลอดภัยบริเวณจุดคัดกรองและการนำอาวุธทุกประเภทผ่านเข้า-ออก รวมถึงการเฝ้าระวังจุดเสี่ยง จนทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยจากอาชญากรรม โดยประชาชนมีความพึงพอใจ ร้อยละ 90.20

ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ เรื่องการปิดถนน เส้นทางเลี่ยง และจุดรับ-ส่ง รวมถึงการกำหนดพื้นที่ห้ามจอด พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจ คิดเป็นร้อยละ 82.30

ส่วนการให้บริการด้านต่างๆ อาทิ กิริยามารยาท การแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าถวายสักการะและแสดงความอาลัยพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประชาชนมีความพึงพอใจ ร้อยละ 92.90

สำหรับภาพรวม ความพึงพอใจถือว่าประชาชนมีความพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในระดับมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 90.80

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a11

กระนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ก็ยังทรงห่วงใยพสกนิกรที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นำอาหาร ขนม ผลไม้ และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน โดยตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของท้องสนามหลวง ใกล้พระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ สำหรับอาหารพระราชทานมี 3 เวลา ประกอบด้วย อาหารเช้า เวลา 07.30 น. จำนวน 5,000 ชุด อาหารกลางวัน เวลา 11.30 น. จำนวน 5,000 ชุด และอาหารเย็น เวลา 15.30 น. จำนวน 5,000 ชุด

โดยเจ้าหน้าที่ทหารมหาดเล็กฯ เปิดเผยว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รับสั่งว่า พสกนิกรที่มาเป็นแขกของพระองค์ ฉะนั้น ต้องทำให้พสกนิกรได้รับความสะดวกสบายที่สุด ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด จึงได้พระราชทานอาหารโดยรับสั่งว่า ต้องดี ต้องอร่อย เมนูปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมแต่ละวัน เช่น ข้าวขาหมูตรอกซุง ข้าวแกงต่างๆ ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งจะนำมาจากร้านที่มีชื่อเสียง 2 เจ้า เจ้าละ 2,500 ชุด แจกร่วมไปกับน้ำดื่มและน้ำสมุนไพรที่เตรียมไว้ 500 ลิตร เช่น น้ำเก๊กฮวย กระเจี๊ยบ พร้อมขนมจากร้านที่มีชื่อเสียง และขนมจากร้านสวัสดิการข้าราชบริพารในพระองค์ เช่น ซาลาเปานพเก้า ตลอดจนผลไม้ต่างๆ นอกจากนี้ ยังจัดแพทย์อาสามาให้บริการพสกนิกรที่มาอีกด้วย

ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีต่อพสกนิกรของพระองค์

ซึ่งแนวทางเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงปฏิบัติมาตลอด และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายก็ได้ดำเนินตามรอยนี้เช่นกัน

เต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ ฝั่งตรงข้ามประตูมณีนพรัตน์ พระบรมมหาราชวัง
เต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ ฝั่งตรงข้ามประตูมณีนพรัตน์ พระบรมมหาราชวัง

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เคยมีพระราชดำรัสตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าอะไรเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อประเทศชาติและต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย

ในที่ประชุมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2530

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งตอบว่า

“ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งในข้าฝ่าละอองธุลีพระบาท เป็นข้าราชบริพารของพระมหากษัตริย์ และข้าพเจ้าก็มีความภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ถือกำเนิดใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเช่นนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงมีความสำคัญและเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย

สถาบันนี้มีบทบาทเป็นเส้นชีวิตในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ เป็นแหล่งที่มาของกำลังขวัญ เป็นสถานะแห่งความชื่นชมของประชาชน และเป็นสถาบันที่ยึดเหนี่ยวประเทศเข้าไว้ด้วยกัน”

(นิตยสารแพรว ปีที่ 23 ฉบับที่ 550 (25 กรกฎาคม 2545) http://www.praew.com/60584/king-of-thailand/crown-prince-of-thailand)

พสกนิกรชาวไทยอ่านแล้วคงรู้สึกซาบซึ้ง

และได้ตระหนักดียิ่งขึ้นว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีความผูกพันและภาคภูมิพระทัยในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มากเพียงใด

98892

เช่นเดียวกับที่เราได้ฟังรับสั่ง ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่รับสั่งกับคนไทยในกรุงลอนดอนและสื่อมวลชนไทย ระหว่างเสด็จร่วมงาน “เวิลด์ ทราเวิล มาร์เก็ต 2016” ณ คูหาประเทศไทย ที่ตึกเอ็กซ์เซล เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ว่า

“ประชาชนคนไทยทั้งประเทศกำลังแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

การให้กำลังใจเราต้องไปร่วมด้วย เหมือนเราไปพูดคุย ไปร่วมถามทุกข์สุข

เรื่องทุกข์โศกเราก็ทุกข์โศกอยู่แล้ว แต่เหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน มีพ่อคนเดียวกัน

ไม่ใช่เศร้าอยู่แล้วทำอะไรไม่ได้ เราต้องเดินไปข้างหน้า เรามีอนาคต และเราต้องช่วยกันทุกคน ต้องร่วมมือร่วมใจกัน

อันที่จริงแล้วได้แรงบันดาลใจจากการเสียน้องพุ่มไป ตอนนั้นเราทำงานกับชุมชนอยู่แล้ว คนทั่วประเทศก็มาให้กำลังใจ อย่างในงานพระราชทานเพลิงศพมีคนมาเป็นล้านคน มาจากทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รับสั่งถามว่า คนเหล่านี้เป็นใคร

ได้ทูลตอบว่า คนเหล่านี้ก็คือประชาชนของพระองค์ ทุกคนมาช่วยทำให้มีกำลังใจเพราะเราต้องเดินหน้ากันต่อไป

ช่วงเวลานี้ต้องช่วยกันแบบนี้ มีน้ำใจกันแบบนี้ เป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกันแบบนี้”

พสกนิกรไทยฟังแล้วต่างมีกำลังใจขึ้นอย่างมหาศาล

 

ที่มา มติชนสุดสัปดาห์