สธ. เล็งตั้งโรงพยาบาลศูนย์กลาง รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วประเทศ

สธ. เล็งตั้ง โรงพยาบาลศูนย์กลาง รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วประเทศ

สธ. – กระทรวงสาธารณสุข เตรียมจัดตั้งโรงพยาบาลศูนย์กลางรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในทุกจังหวัด นำร่องพื้นที่ยอดผู้ป่วยที่ยังเพิ่มสูง ใช้ราชวิถีโมเดลเป็นต้นแบบ บริหารจัดการเตียงกว่า 1.5 พันเตียง รองรับผู้ป่วยในกทม.  ขยายห้องพักในโรงแรมรองรับผู้ป่วยสังเกตอาการเพิ่มขึ้นอีกกว่า 200 เตียง พร้อมรับมอบเงินบริจาค 60 ล้านบาท

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้นำ นายแพทย์แดเนียล เคอร์เทสซ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ตรวจเยี่ยมห้องคัดกรองและตรวจผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 โดยการสนับสนุนของมูลนิธิเอสซีจี เป็นห้องควบคุมความดัน ระบบปิด มีความปลอดภัยในการตรวจเชื้อให้กับบุคลากรทางการแพทย์และลดความแออัดในการจัดการผู้ป่วย พร้อมเยี่ยมชมระบบบริหารจัดการการรักษาผู้ป่วย COVID-19

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลได้ทุ่มเทสรรพกำลังในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 ด้านการรักษาพยาบาล  ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวนผู้ป่วยที่รักษาหายมีตัวเลขที่สูงขึ้น กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้โรงพยาบาลราชวิถี วางแผนบริหารจัดการโรงพยาบาล และ Hospitel เพื่อดูแลผู้ป่วยทั้งระบบ จากการตรวจเยี่ยมพบว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครมีจำนวนเตียงในการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 1,551 เตียง จาก 86 โรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มั่นใจว่าเพียงพอรองรับผู้ป่วย อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงแรมเข้ามาร่วมดูแลผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าสังเกตอาการเพิ่มอีกกว่า 200 เตียง จากก่อนหน้านี้ที่มีกว่า 400 ห้องพัก ทำให้มั่นใจว่าระบบการบริหารจัดการเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยในกรุงเทพมหานครจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้มอบนโยบายให้แต่ละจังหวัดจัดตั้งโรงพยาบาลกลางประจำจังหวัดรักษาเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 ตามรูปแบบของโรงพยาบาลราชวิถี ดูแลบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายการรักษาเช่นเดียวกับพื้นที่กรุงเทพมหานคร เน้นจังหวัดที่มีอัตราผู้ติดเชื้อและจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูง

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ได้กล่าวยืนยันมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม เป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ รวมทั้งการที่รัฐบาลออกประกาศควบคุมเวลาการออกจากเคหะสถานเพื่อหวังลดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ มีการทำงานที่บ้านมากขึ้น ลดการประชุม การห้ามเดินทางเข้าออกในแต่ละจังหวัด ลดจำนวนผู้เดินทางที่มาจากต่างประเทศ ชะลอการเดินทางจากประเทศที่สุ่มเสี่ยงติดเชื้อ หรือแม้กระทั่งไม่ให้มีการแอบรวมกลุ่มจัดงานเลี้ยงรื่นเริง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อที่อาจทำให้ตัวเลขยังคงเพิ่มสูงขึ้นได้อีก เพราะการพบผู้ป่วยที่ยังคงเพิ่มขึ้นสาเหตุใหญ่ยังมาจากการสัมผัสผู้ป่วย ยืนยัน ซึ่งหากเว้นระยะห่างกันได้อย่างเข้มงวด จะช่วยให้การควบคุมการระบาดทำได้ดีขึ้น

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข รับมอบเงิน จำนวน 60 ล้านบาท จากนายชูชาติ เพ็ชรอำไพ และครอบครัว บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาล 7 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ สถาบันบำราศนราดูร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แห่งละ 10 ล้านบาท โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลราชวิถี แห่งละ 5 ล้านบาท

โดยนายอนุทินได้กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธา ในนามรัฐบาลไทย และบุคลากรทางการแพทย์สาธารณสุข จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อสู้กับสถานการณ์โรคโควิด-19 ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคต่อไป  

 

ที่มา : สธ.

บทความก่อนหน้านี้ไอคอนสยาม เปิดบริการ “ICONSIAM Eat at Home” พร้อมส่วนลดสูงสุด 50%
บทความถัดไปรัฐบาล-สมาคมโรงแรมไทย เตรียมปรับ รร. ให้เป็น รพ.สนาม รองรับผู้ป่วยโควิด-19