ความจริง! ทักษิณ ปลดแอกไทย จากหนี้ IMF หมดก่อนกำหนด หาเงินจากไหนไปดู!

ความจริง! ทักษิณ ปลดแอกไทย จากหนี้ IMF หมดก่อนกำหนด หาเงินจากไหนไปดู!

จากกรณี ที่โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อมูลนี้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีผู้กดถูกใจและแชร์หลายพันคน โดย ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Tub Dusadeepun ได้โพสต์ และเปิดเป็นสาธารณะ โดยบรรยายไว้ว่า เป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เรื่องการใช้หนี้ IMF ของประเทศไทย โดยสรุปคร่าวๆว่า “ชวน หลีกภัย” เป็นผู้เริ่มต้นในการใช้หนี้ และทั้งนี้ มีการยกย่องว่า นายชวน เป็นวีรบุรุษตัวจริง ไม่ใช่นายทักษิณ ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ทั้งนี้ มีกระแสะวิพากษ์วิจารณ์มากมาย หนึ่งในนั้น มีผู้ใช้เฟสบุ๊กชื่อ ปีใหม่ ปีใหม่ ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก ได้ตอบโต้ถึงกรณีนี้ โดยกล่าวว่า

โต้ “ชวน” ไม่ใช่ “ทักษิณ” ต่างหาก ที่ใช่!

หลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง รัฐบาลชวลิตต้องกู้เงิน IMF และ มีข่าวว่า “นายกทักษิณ” เป็นคนใช้หนี้ IMF ได้หมดก่อนครบกำหนดสัญญากู้ถึงเกือบ 2 ปี ซึ่งเรื่องนี้คนประชาธิปัตย์ออกมาค้านว่าการชำระหนี้ได้ก่อนกำหนด “ไม่จริง” และ “ไม่ใช่ความสามารถของนายกทักษิณ” แต่เป็นความสามารถของประชาธิปัตย์ต่างหาก โดยให้เหตุผลไว้ 3 ข้อคือ

1. เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เบิกเงินที่รัฐบาลชวลิตทำสัญญากู้ IMF ไว้ทั้งหมด 17,200 ล้านดอลลาร์ แต่ประชาธิปัตย์เบิกมาใช้แค่ 14,200 ล้านดอลลาร์ ทำให้ประหยัดไปได้ถึง 3000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเรื่องเบิกมาไม่หมดนี้เป็นเรื่องจริงค่ะ แต่เงินที่ประหยัดได้จากการที่ประชาธิปัตย์เบิกมาใช้ไม่หมดก็ไม่ได้แปลว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นคน “ปลดหนี้” IMF ให้ประเทศอยู่ดี !

2. ดร.รัชดา ธนาดิเรก แห่งพรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่ายุคชวน2 เศรษฐกิจเริ่มดี GDP เริ่มบวก ทำให้รัฐบาลชวน2 มีรายได้เพียงพอที่จะทยอยใช้หนี้ IMF ได้บ้างแล้ว

ซึ่งก็แหงแหละค่ะ ถึงรอบดิวคุณก็ต้องดิ้นรนจ่ายเขาเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปัตย์จะเป็นคนปลดหนี้ IMF อีกนั่นแหละค่ะ

เพราะประชาธิปัตย์ใช้หนี้ไปเพียง 2% ของเงินเบิกใช้

ตามข้อเท็จจริงที่นายกทักษิณประกาศต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ ในวันปลดหนี้ก้อนสุดท้าย ณ ศูนย์แถลงข่าว ทำเนียบรัฐบาล วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2546 เวลา 20.30 น. ว่า “เราได้มีการเบิกเงินมาใช้จริงประมาณ 510,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลที่แล้ว (ชวน2) ได้ใช้หนี้ส่วนนี้ไป 10,000 ล้านบาท (2%) เหลือหนี้ทั้งหมด 500,000 ล้านบาท (98%) รัฐบาลนี้ได้เข้ามาทำงาน 2 ปีครึ่ง ได้ชำระหนี้ทั้ง 500,000 ล้านบาทหมดในวันนี้ ทำให้เราถือว่าหมดพันธะต่อการที่ต้องพึงปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีไว้ต่อไอเอ็มเอฟ”

ฟังชัดๆ 98% ของหนี้ IMF นะคะ ที่รัฐบาลทักษิณเป็นคนชำระให้จนหมดสิ้น!!

แต่ชวน หลีกภัย2 แห่งประชาธิปัตย์ต่างหาก ต้องโดน IMF บีบให้ออกกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับเมื่อปี 2542 ก่อนจะเบิกเงินกู้มาใช้ได้ ซึ่ง 2 ใน 11 ฉบับ ก็คือ “แปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เอกชนถือหุ้น” และ “ให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 50ปี ต่อสัญญาได้อีกครั้งละ 50ปี เท่ากับ 100ปี”

3. แถมยังบอกว่า นายกทักษิณไม่ได้ใช้หนี้งวดสุดท้ายด้วยเงินที่หามาได้เองหรอกนะ แต่ไปกู้ธนาคาร ADB มาโปะต่างหาก และ การกู้เพื่อใช้หนี้ก่อน 2 ปี ทำให้ต้องเสียค่าปรับ 2% ด้วย

ปีใหม่ลงทุนค้นด้วยตนเอง และ พบข้อมูลซึ่งสามารถยืนยันได้ล้านเปอร์เซ็นต์ ว่า “นายกทักษิณไม่ได้กู้ธนาคาร ADB มาใช้หนี้ IMF แน่นอน”

หลักฐานชิ้นแรก

เป็นเวปของธนาคาร ADB เองซึ่งระบุไว้ดังนี้ “ADB” หรือชื่อเต็ม Asian Development Bank เป็นธนาคารที่ปล่อยกู้ให้ประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิก นำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามคำขอ เพื่อบรรเทาความยากจน และ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในชาติ ไม่สามารถกู้แล้วนำไปใช้หนี้อีกต่อหนึ่งได้ เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของธนาคาร ดู mission (พันธกิจ หรือ วัตถุประสงค์ของธนาคาร) ตามลิงค์นี้ค่ะ http://bit.ly/2OjWHBG และ http://bit.ly/2MusluJ

แค่ข้อนี้ก็หมดจดเกินอธิบายแล้ว เมื่อวัตถุประสงค์ไม่ใช่ ก็ไม่มีสิทธิกู้ไปทำนอกเหนือจากวัตถุประสงค์นั้น เพราะเวลาจะกู้ต้องเขียนโครงการ ระบุเหตุวัตถุประสงค์ชัดเจน มีการตรวจสอบได้

หลักฐานชิ้นที่สอง

เช็คสถานะเงินกู้ของประเทศไทย จากเว็บ ADB ในช่วงเวลาที่นายกทักษิณปลดหนี้ IMF เมื่อปี 2003 (พ.ศ.2546) ก็ไม่มีการบันทึกว่ามีการกู้เงินแต่อย่างใด ดูจากลิงค์นี้http://bit.ly/2p6ycNp คีย์คำว่า Thailand ลงไปในช่อง search จะขึ้นข้อมูลการกู้เงินทุกงวดของประเทศไทย ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน ซึ่งมีจำนวนหลายครั้งมาก แต่ไม่มีข้อมูลช่วงก่อนหน้า หรือ ใกล้เคียงเดือนที่นายกทักษิณแถลงชำระหนี้ IMF งวดสุดท้ายแต่อย่างใด

หลักฐานชิ้นที่สาม

ข้อมูลจาก TDRI (Thailand Development and Research Institute) มีการกู้จาก ADB ร่วมกับกู้ IMF ด้วยจริง แต่เป็นการกู้ในปี 1997-1998 (พ.ศ.2540-2541) ยุคของพล.อ ชวลิต ต่อเนื่องยุคชวน หลีกภัย2 (เป็นเพียงส่วนหนึ่งในจำนวนสัญญากู้ 17,200 ล้านเหรียญซึ่งเป็นก้อนเต็มแต่ไม่มีระบุไว้ว่าเฉพาะ ADB เป็นจำนวนเท่าใด) ซึ่งเป็นการกู้ระยะสั้น 34 เดือนเท่านั้น หาใช่การกู้เพื่อใช้หนี้ IMF ในปี 2546 ของนายกทักษิณแต่อย่างใดไม่ ดูลิงค์นี้ http://bit.ly/2CXvPGn

ความจริงเข้าใจง่ายเมื่อค้นพบ_ด้วยตนเอง !!!

ทักษิณใช้เงินจากไหนใช้หนี้ IMF?

ทักษิณประกาศปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ 31 กรกฎาคม 2546

เราใช้คืนเงินกู้จากเงินทุนสำรองของเราเอง วงเงินกู้ 17,200 ล้านเหรียญ เราเบิกมาใช้จริง 14,200 ล้านเหรียญ ใช้หนี้ไปแล้วในยุคประชาธิปัตย์ 2% และ ทยอยใช้ไปในยุคทักษิณอีก 1 หมื่นล้านเหรียญ เหลืองวดสุดท้ายอีกเพียง 4200 ล้านเหรียญ ปี2546 นายกทักษิณมีความประสงค์จะคืนเงินกู้ก่อนกำหนดเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และ ปลดพันธนาการจากกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับนั้น

โดยการใช้ #ทุนสำรองระหว่างประประเทศ ซึ่งในขณะนั้นมีอยู่ 38,600 ล้านเหรียญ ซึ่งหลังจากใช้หนี้งวดสุดท้ายนี้ไป จะเหลือทุนสำรอง 34,400 ล้านเหรียญ

ทั้งนี้สาเหตุที่นายกทักษิณมั่นใจพอที่จะใช้หนี้หมดก่อนกำหนดเพราะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า

“สำหรับความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ อยู่ที่การปรับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นนโยบายที่เรียกว่า Dual Track Policy โดยนโยบายที่ 1 คืออาศัยการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศ จากอดีตที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออก ท่องเที่ยวอย่างเดียว ไม่พอ

รัฐบาลจึงหันมาส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จครั้งนี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าพี่น้องประขาชนและนักธุรกิจไม่มีกำลังใจต่อสู้และความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นจริงไปไม่ได้ด้วยถ้าข้าราชการและรัฐวิสาหกิจไม่ทุ่มเท 2 ปีที่ผ่านมา”

นายกทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟวันนี้ จะทำให้ประเทศหมดพันธกรณีหลายอย่าง เลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธะไอเอ็มเอฟทุกอย่าง

“ในอดีตการเติบโตทางเศรษฐกิจมักจะเติบโตโดยการขาดดุลการค้า และมีหนี้เพิ่ม แต่คราวนี้จะเติบโตโดยดุลการค้าเป็นบวก และหนี้ลด เนื่องจากนโยบาย Dual Track Policy เป็นการส่งเสริมให้พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้มีดุลการค้าเป็นบวก รัฐบาลนี้จะต้องท่องคาถาเอาไว้ 3 ข้อ คือ ลดรายจ่ายให้ประชาชน เพิ่มรายได้ให้ประชาชนและขยายโอกาสให้กับประชาชน”

นายกทักษิณ ชินวัตร กล่าวย้ำในช่วงท้าย พร้อมกับประกาศเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความป็นหนึ่ง ในวาระประวัติศาสตร์ ซึ่งบรรยากาศในวันประวัติศาสตร์และเสียงตอบรับจากทุกฝ่ายในวันนั้น คนไทยจำนวนมากยังคงจดจำได้เป็นอย่างดี


บทความก่อนหน้านี้สยามคูโบต้า เปิดตัว แทรกเตอร์คูโบต้า MU5702 พร้อมลุยทุกงานหนัก
บทความถัดไปครูสอนแบดฯ รักงานศิลป์ ปั้น “เซรามิก” เป็นเครื่องประดับทำมือ มีชิ้นเดียวในโลก