“ทักษิณ” เดินต่อไม่รอแล้ว! จัด Good Monday 5 แนะทำมาหากิน ด้วยเทคโนโลยี!

“ทักษิณ” เดินต่อไม่รอแล้ว! จัด Good Monday 5 แนะทำมาหากิน ด้วยเทคโนโลยี!

ทักษิณ Good monday – วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้จัดรายการ “กู๊ด มันเดย์ (Good Monday) รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นครั้งที่ 5 โดยสัปดาห์นี้ใช้ชื่อตอน Ep5 “รับมือโลกยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่กับโมเดลธุรกิจที่ใช่”

ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำธุรกิจแนวใหม่ และการหารายได้ที่สร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี ตลอดจนการใช้จ่ายแบบที่ไม่ต้องใช้เงินสด การใช้ Blockchain เพื่อจับคู่การค้าที่จะเป็นเหมือนอินเตอร์เน็ตในยุคต่อไปกับข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความลับพิเศษ และข้อควรระวังในการใช้เทคโนโลยี

ทั้งนี้ข้อความระบุว่า

“สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้จะมาเล่าเรื่องการทำมาหากินโดยใช้เทคโนโลยีที่ผมไปเห็นไปเจอไปคุยมานะครับ

เรื่องแรกที่อยากจะเล่าก็คือ ผมไปเจอเด็กหนุ่มคนจีนคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาจบปริญญาเอกทางด้านโรบอทหรือหุ่นยนต์เนี่ยนะครับ และเขาสร้างหุ่นยนต์ 2 ประเภท หุ่นยนต์ประเภทหนึ่งเรียกว่าเป็นหุ่นยนต์บริการ กับอีกประเภทหนึ่งเขาเรียกหุ่นยนต์ขนส่ง เขาก็บอกว่าคือปกติเนี่ย เทคโนโลยีมันถูกครึ่งเดียวนะ รูปแบบของการทำธุรกิจ หรือ Business Model เนี่ยเป็นอีกครึ่งหนึ่ง ถ้าคุณมีเทคโนโลยี แต่ Business Model หรือรูปแบบการทำธุรกิจเนี่ยไม่ดีพอก็เจ๊ง เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเนี่ยเด็กคนนี้เขาไปมีความคิดที่ว่า ถ้าจะไปเช่าร้านเปิดซุปเปอร์มาร์เก็ต มันต้องใช้พื้นที่เยอะแล้วก็แพง ค่าเช่าแพง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองใหญ่ๆ ยิ่งแพงใหญ่ แกก็เลยมีความคิดว่า แกไปเอาคอนเทนเนอร์ลากไป แล้วเอาของซุปเปอร์มาร์เก็ตเนี่ยไปใส่ในคอนเทนเนอร์ เป็นตู้ลากใหญ่ๆ แล้วก็ใส่ของ ใส่คอนเทนเนอร์ ใส่ไปแล้วไปจอดตามลานจอดรถ หรือตึกต่างๆ ซึ่งเท่ากับว่าไปเช่าที่จอดรถเพียง 7-8 คัน ก็ล็อกเอาคอนเทนเนอร์ไปตั้งไว้ แล้วเสร็จแล้วแกก็มีเปิดให้คนสั่งซื้อออนไลน์

ที่เมืองจีนนะครับคนใช้การสั่งซื้อของออนไลน์มาก แล้วก็จ่ายตังค์ทางออนไลน์มากเหลือเกิน บางครั้งซื้อข้าวแค่ประมาณ 40 บาท หรือ 8 หยวน ก็ใช้ออนไลน์ปั๊บ ใช้โทรศัพท์มือถือเราเนี่ยผ่าน WeChat ผ่าน AliPay บ้างเนี่ย แป๊บเดียวเขาจ่ายเรียบร้อย คือคนจีนเนี่ยแทบจะไม่ใช้เงินสด แล้วใช้ออนไลน์เยอะที่สุด นี่ก็เขาทำไง เขาก็เปิดร้านออนไลน์ แล้วก็จอด แล้วบอกให้คนในตึกหรือคนในบริเวณย่านนั้นรู้ว่ารถเขามาจอดที่นี่นะ มีสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต สินค้าอาหารทั้งหลาย อาหารแห้ง อาหารสด ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์อะไรเนี่ยมีมาจอดแล้วเสร็จแล้วคนก็สั่งทางออนไลน์เลยครับ สั่งว่าจะเอาเนื้อหมู 2 กิโล เอาผักกวางตุ้ง ผักอะไรเขาจะบอกหมดเรียบร้อยก็สั่ง พอสั่งเสร็จปุ๊บ เครื่องคอมพิวเตอร์เขาก็จะไปทำให้หุ่นยนต์เก็บว่าออร์เดอร์ที่ 1 ประกอบด้วยอะไรบ้าง เนื้อหมู 3 กิโล ผักกวางตุ้ง 2 กิโล เขาก็ไปหยิบๆๆ ตัวโรบอทที่บริการก็หยิบๆๆ เสร็จแล้วก็มาใส่ถุง โรบอทขนส่ง ก็จะหยิบถุงไปไว้ในกล่องที่เป็นกล่องรับ เอาไปหย่อนในกล่องที่เป็นของเขา

มีอยู่กี่กล่องก็แล้วแต่ เขาวางให้คนมารับ พอกล่องหย่อนปุ๊บก็ปิด คนที่มารับก็จะได้รับรหัสทางมือถือนี่เลยครับ ส่งเป็นรหัสไปเลยว่า ของคุณอยู่กล่องที่ 1 นะ รหัสคืออย่างนี้ ถ้าคนอื่นมาถึงก็เอาไปไม่ได้เพราะไม่รู้รหัส ก็เอาไปก็ไม่ผิดตัวเพราะว่าใครสั่งอะไรก็ได้รหัสอันนั้นออกไป ปรากฏว่าขายดิบขายดี เพราะไปบริการแล้วมันไปถึงที่ ไปใกล้บ้าน เสร็จแล้วมันก็ไม่ต้องไปเช่าร้านแพงๆ แล้วขายได้ถูก

ผมก็เลยมีความคิดว่า เอ๊ะ!!อย่างนี้ถ้าเรามาช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยในเมืองไทย ท่าจะดี เช่นว่า เอาของมาขายรวมกันอย่างนี้นะครับ หรือไม่ก็เป็นไอเดียว่าใครอยากทำธุรกิจแบบนี้น่าสนใจครับ ก็มี Service Robot กับมี Logistic Robot ที่เขาใช้กัน คือมีโรบอทด้านบริการและโรบอทด้านขนส่ง อันนี้มันเป็นทั้งเทคโนโลยี และ Business Model หรือว่ารูปแบบการทำธุรกิจที่มันสอดเข้ากับเวลาพอดีนะครับ

แต่โรบอทเนี่ย อย่าไปคิดว่าโรบอทมันจะมาแย่งงานเราทำนะ เราต้องใช้งานมัน หุ่นยนต์เมื่อล่าสุด ผมได้ข่าวว่าโรงแรมที่ญี่ปุ่น Lay off คือปลดระวางหุ่นยนต์ 20 กว่าตัว เพราะอะไร? มันล้าสมัยแล้ว เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์ก็มีล้าสมัย คนก็เหมือนกัน คนก็มีว่าหมดความเชี่ยวชาญ ความเชี่ยวชาญไม่พอ ไม่ถึง หรืออายุมากไป เพราะฉะนั้นทุกคนต้องปรับตัว ต้องพัฒนาตัวเองหมดนะครับ แม้กระทั่งโรบอทยังไม่เหลือเลย

เพราะฉะนั้นที่ผมเล่าให้ฟังก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจอันหนึ่ง ในเรื่องของการใช้โรบอทให้เกิดประโยชน์ และการเข้าใจหารูปแบบทางธุรกิจในช่องว่างที่มันเกิดขึ้นนะครับ ว่ามันแข่งขันกันไม่ได้ เพราะหาที่เช่ามันแพงก็ใช้วิธีนี้อะไรอย่างนี้นะครับ แล้วก็ใช้โรบอทเข้ามาช่วย มันก็เป็น Gimmick ที่ทำให้คนสนใจจะซื้อมากขึ้นนะครับ

อีกอันที่ไปเจอเขามาอีกรายหนึ่งก็คือ มีคนเกาหลีมาพบผมที่ดูไบ 2 คน เขาบอกว่าเขามีความเชี่ยวชาญเรื่อง Blockchain ซึ่งบล็อกเชนเนี่ยจริงๆ แล้ว มันก็เป็นเวอร์ชั่น อีกเวอร์ชั่นหนึ่งเหมือนอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตเราเรียกว่า World Wide Web of Information แต่บล็อกเชนเนี่ยมันคือ World Wide Ledgers of Value นะครับ มันเป็นเรื่องที่จริงๆ แล้วสรุปก็คือว่า อินเตอร์เน็ตเนี่ยมันมีมานาน แต่มันต้องผ่านตัวกลาง เช่น ธนาคารบ้างอะไรบ้าง เลยทำให้ตัวกลางรวยเอารวยเอา แล้วมันไม่กระจายรายได้เท่าที่ควร แต่ว่าเขาเลยไปคิดบล็อกเชนขึ้นมา

บล็อกเชนเนี่ยมันเป็นอะไรที่มันไม่ต้องผ่านตัวกลาง มันเป็นลักษณะที่เราติดต่อกันโดยตรง เพราะมันใช้ระบบคำนวณ ความจริงมันต้องมีเวลาอธิบายมากกว่านี้ แต่ว่าวันนี้ผมเอาสั้นๆ แล้วกัน มันเป็นระบบที่มีการเข้ารหัสที่มีความปลอดภัยสูง เขาเลยใช้สำหรับเรื่องการเงิน เรื่องที่เป็นความลับพิเศษ เป็นเรื่องคน 2 คน ที่อยากจะเปิดเผยความลับต่อกันได้ คนอื่นไม่รู้เรื่อง เช่นว่าผมอยากจะจ่ายตังค์ให้นาย ก นาย ก ก็จะรู้ว่าได้รับเงินจากผม  นาย ก ก็ไม่ต้องมารู้เรื่อง นาย ข นาย ค แต่ว่าเมื่อวันหนึ่งนาย ก ก็อยากจะรู้เรื่องของ นาย ข ก็ตกลงเป็นเรื่องการดีล การตกลงกัน คือมันเป็นลักษณะที่เป็นความลับที่ไม่ผ่านตัวกลาง

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ อาลีบาบาเนี่ย แจ็คหม่าเขาเคยไปแนะนำให้ที่รวันด้า ประเทศรวันด้า ประเทศในแอฟริกา ผลิตเมล็ดกาแฟขึ้นมาเนี่ย ขายไม่ออกมีเมล็ดกาแฟหลากหลาย ตอนหลังมาเนี่ยเขาก็แนะนำให้ใช้บล็อกเชนเนี่ยแหละ ปรากฏว่า บล็อกเชนก็สามารถที่จะทำให้พวกเกษตรกรที่ปลูกกาแฟ ติดต่อโดยตรงกับผู้ซื้อเลยครับ  ผู้ซื้อก็สั่งซื้อ แล้วบัญชีก็ทำกัน เพราะในนั้นมันจะมี  Smart  Contracts มีบัญชีมีอะไรพร้อมหมด มีสัญญาให้เสร็จ ในลักษณะของบล็อกเชนเนี่ยครับ

คนเกาหลีคนนั้นก็มาคุยกับผมว่าเขาชำนาญเรื่อง การสร้าง Platform บนบล็อกเชนแต่ผมก็แนะนำเขาไปว่า ถ้าคุณไม่มี Business Model ดีๆ เนี่ย Blockchain ก็ไม่รู้จะ..คนที่มี Platform ตัวนี้เนี่ยก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะฉะนั้นคุณต้องสร้าง Business Model ดีๆ ผมก็มาเห็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ รวันด้าเนี่ยครับ แล้วผมเองเรื่องนี้ผมก็ได้พูดในรายการของผมไปแล้วครั้งหนึ่งว่า ต่อไปข้างหน้าเนี่ย คนทำสินค้าเกษตรเนี่ย สามารถขายสินค้าโดยตรงให้กับเชฟ Michelin star ที่ประเทศไหนก็ได้ ถ้าเขารู้ว่าเราผลิตของที่ถูกต้อง แล้วตกลงกันผ่านทางบล็อกเชนไม่ต้องมีนายหน้าเลยนะครับ ก็ส่งของไปโดยวิธีการที่จ้างพวกบริษัทมืออาชีพเนี่ยส่งของส่งอะไรไปก็ตามกัน

บล็อกเชนถูกสร้างขึ้นมาแล้วก็ใช้กันในเรื่องของ Bitcoin คือ Bitcoin เนี่ยใช้ Platform ของบล็อกเชนนะครับ แล้วก็การคำนวณเขาละเอียดยิบยับ ทีนี้ตอนหลังมาเนี่ยคนก็มาถามว่า แล้วบล็อกเชนเนี่ยที่เขาใช้กันมากๆ ก็ใช้เรื่องของ เขาเรียกกันว่า Digital Money หรือ Cryptocurrency อะไรเนี่ยคือ Bitcoin เป็นตัวเริ่ม

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ในอนาคตมันจะถูกเป็นลักษณะที่เป็นเงินสกุลที่อ้างอิงถึงทรัพย์สิน เช่นว่าทางนักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ชาติอังกฤษ ก็เคยแนะนำว่า อังกฤษน่าจะออกเงินดิจิตอล หรือ Crypto Money เนี่ยของตัวเอง โดยที่รัฐเป็นคนออกเอง และมีเหมือนกับออกธนบัตร แต่ออกแบบนี้เหมือนที่ผมเคยอธิบายไปครั้งหนึ่ง แล้ววันนั้นคนเกาหลีมา ผมก็แนะนำว่าทำไมคุณไม่ลองทำเกี่ยวกับเรื่อง Property เพราะที่ดูไบเนี่ยมีตึกมีห้องอพาร์ตเม้นต์ มีบ้านเหลือเยอะเลย เพราะเขาสร้างเยอะ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราใช้ Concept ที่ว่าเอา Crypto Money แล้วก็ไปซื้อทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้มาโดยตีราคาดีๆ ถ้าราคาทรัพย์สินขึ้น ค่าเงิน ค่า Coin เนี่ยก็จะขึ้นตาม พอขึ้นตามปุ๊บ ใครจะขายใครจะซื้อก็อยู่ในวงการนี้ แต่ว่าทั้งหมดเนี่ยเป็น Platform ของบล็อกเชนที่ผมพูดอย่างนี้เนี่ย อยากจะแนะนำว่าคนรุ่นใหม่เนี่ยลองไปศึกษาบล็อกเชนดีๆ เพราะมันกำลังจะสร้างเศรษฐีใหม่เหมือนกับตอนอินเตอร์เน็ตเปิดใหม่ แล้วสร้างเศรษฐีใหม่บนอินเตอร์เน็ต ตอนนี้มันกำลังจะสร้างเศรษฐีใหม่บนบล็อกเชน

บล็อกเชนก็ออกมาหลายปีแล้วแต่ว่าจริงๆ แล้วมันยังไม่กว้างขวาง เพราะว่าคนยังไม่เข้าใจ คนไปติดอยู่กับอินเตอร์เน็ต ผมเลยแยกให้เห็นว่า Internet เนี่ยเขาใช้สำหรับ Information แต่อันนี้ใช้สำหรับเรื่องการเงินการทองหรือสิ่งที่เป็นความลับพิเศษ เพราะความปลอดภัยของข้อมูลเนี่ยสูงมาก

ทีนี้ก็อยากจะเล่าว่า เมื่อเราจะหากินจากเทคโนโลยีเนี่ย ผมก็อยากเอาประสบการณ์ให้ฟังว่า รู้ไหมว่าเทคโนโลยีเนี่ยมันมีการเสื่อม มีอายุการใช้งานเร็วกว่าที่เราคิด ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ อย่างนี้ วันนี้ที่ประมูลกัน 4G ทั้งหลายหมดไปเป็นแสนๆ ล้านนี่นะครับ แล้วก็จะต้องติดตั้งระบบอีกเป็นแสนล้านเหมือนกันเนี่ย มันจะอยู่ได้อีกกี่ปี … 5G กำลังออกแล้ว

เกาหลีและอเมริกาทดลองแล้ว แล้วก็จีนก็กำลังจะใช้ เพราะฉะนั้น 5G มันจ่อหลังแล้ว ถามว่า 4G จะใช้ได้อีกกี่ปี สมมติว่า 4G ลงทุนไปสองแสนล้าน ใช้ได้ 7 ปีอ่ะ  7 ปีเนี่ย ก็หักค่าเสื่อมได้ปีละสามหมื่นล้าน แล้วก็ต้องทิ้ง แต่การทำบัญชีเนี่ย ที่เขาเรียกว่า US ตาม US เนี่ย เขาบอกว่าหักค่าเสื่อมได้ 10 ปี  แต่ของไทย GAAP เนี่ย หักค่าเสื่อมได้ 20 ปี นะครับ 20 ปี  ทางบัญชีนะ แต่เราทำบัญชีหักค่าเสื่อม 10 ปีบ้าง หักค่าเสื่อม 20 ปีบ้าง แต่อายุการใช้งานของเครื่องเนี่ย ของเทคโนโลยีเนี่ยมันล้าสมัยเร็ว

เพราะฉะนั้นทางบัญชีดูกำไร แต่ข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้กำไรอย่างที่คิด สมมติว่าได้กำไรสองแสนล้าน ใน 7 ปี แต่ค่าเสื่อมก็ดี ค่าทุกอย่างก็ดี หมดสภาพ มันต้องทิ้งของไปแล้ว สองแสนล้านก็คือไม่กำไร แต่ทางบัญชีเนี่ยสมมติว่าหัก 20 ปีเนี่ย มันก็กำไรอยู่ ทั้งๆ ที่ของมันเลิกใช้ไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วมันต้องลงทุนเพิ่มอีก

เทคโนโลยีใหม่ก็ลงทุนเพิ่มอีกนะครับ เลยอยากจะบอกว่าการลงทุนทางเทคโนโลยีเนี่ย ต้องคิดให้ดีระหว่างค่าเสื่อมจริง เพราะว่าเทคโนโลยีล้าสมัย กับค่าเสื่อมทางบัญชี มันเขย่งกันอยู่ มันจะทำให้เราหลงทางไป นึกว่าธุรกิจมีกำไร แต่จริงๆ แล้วไม่มีกำไร เพราะเงินขาดก็ไปกู้แบงก์ อันนี้ต้องระวังการทำธุรกิจทางด้านของเทคโนโลยีนะครับ

ก็วันนี้คงเล่าให้ฟังแค่นี้ก่อนครับ แล้วคราวหน้าพบกันใหม่ครับ ขอบคุณมากครับ”

บทความก่อนหน้านี้“ หอยหวาน ” สัตว์น้ำทำเงิน เลี้ยงง่าย ขายดี
บทความถัดไปปลูกกล้วยไม้พันธุ์แท้ขาย มีรายได้ไม่ขาดมือ อาชีพทำกินของเกษตรกรเมืองจันท์