คิดอย่าง ‘ขาวผ่องฟาร์ม’ ฟาร์มปลากะพงยักษ์เติบโตและแตกต่างด้วย Quality Management

คิดอย่าง ‘ขาวผ่องฟาร์ม’ ฟาร์มปลากะพงยักษ์เติบโตและแตกต่างด้วย Quality Management

คุณประโยชน์ โสรัจจกิจ อดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ใฝ่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก่อนลาออกจากงานมาสร้างธุรกิจ ฟาร์มปลากะพงยักษ์ ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ต้องฝ่าฟันอุปสรรค ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่นทำธุรกิจด้วยแนวคิด Quality Management จนกลายมาเป็น ‘ขาวผ่องฟาร์ม’ ฟาร์มปลากะพงยักษ์ ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย เพื่อคนไทยได้กินปลาที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย

จากนักวิทยาศาสตร์ผันตัวเองสู่เกษตรกรมืออาชีพ

คุณประโยชน์ โสรัจจกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น แอนด์ เจ อควา โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตปลากะพงยักษ์ แบรนด์ ‘ขาวผ่องฟาร์ม ฉะเชิงเทรา’ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเริ่มธุรกิจตัวแทนขายอาหารปลาและกุ้ง เคยทำงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์มา 14 ปี

ด้วยความใฝ่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง จึงลาออกมาเป็นตัวแทนขายอาหารกุ้ง และเลี้ยงกุ้งในบ่อดินเป็นกุ้งกุลาดำและต่อมาเลี้ยงกุ้งขาวด้วยในยุคแรก ก่อนมาทำบ่ออนุบาลกุ้งชื่อ ‘ขาวผ่องฟาร์ม’ ทำมา 15 ปี ต่อมาทางบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัดได้ผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อเลี้ยงปลากะพง

ทำธุรกิจต้องมีวิสัยทัศน์ มองอุปสรรคเป็นโอกาสขยายตลาดให้เติบโต

คุณประโยชน์ ฉายมุมมองการทำธุรกิจฟาร์มปลากะพงยักษ์ว่า การเลี้ยงปลากะพงเล็ก ซึ่งเป็นไซส์ที่ขายตามร้านอาหารทั่วไป แม้จะมีตลาดที่ใหญ่และตลาดมีความต้องการสูง และมีระยะเวลาในการเลี้ยงที่สั้นเพียง 4 – 5 เดือน แต่ด้วยข้อจำกัดเมื่อปลามีน้ำหนัก 7 – 9 ขีดก็จำเป็นต้องขาย ขณะที่การควบคุมราคาก็ค่อนข้างยาก เพราะเป็นสินค้าเกษตรมักประสบปัญหาราคาขายไม่สะท้อนต้นทุนการผลิต ไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ หากตลาดมีผลผลิตเยอะราคาก็จะตกต่ำ

แตกต่างจากการเลี้ยงปลากะพงยักษ์ขนาดต่อตัว 3 – 9 กิโลกรัม ถึงแม้จะใช้เวลาเลี้ยง 18 – 24 เดือน แต่สามารถขายได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการขายตอนไหน ถ้าขณะนั้นราคาตลาดยังไม่ดี ก็สามารถเลี้ยงต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะไม่มีข้อจำกัดเรื่องไซส์ปลา ยิ่งเลี้ยงโตมากยิ่งได้ราคาสูง เฉลี่ยกิโลกรัมละ 200 บาท

คิดค้นการแปรรูป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

คุณประโยชน์ สะท้อนปัญหาว่า เมื่อมาทำปลากะพงขนาดใหญ่ ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะด้วยไซส์ที่ใหญ่ยักษ์ ทำให้มีข้อจำกัดลูกค้าเข้าถึงได้ยาก เพราะมีผู้บริโภคจำนวนน้อยมากที่จะซื้อปลาขนาด 5 – 6 กิโลกรัม ไปทำอาหารรับประทานเพียงมื้อเดียว ทำให้ตนคิดวิธีแปรรูปโดยการแล่ปลากะพงเป็นชิ้น ๆ บรรจุแพ็กเกจจิ้งขนาดเล็ก สะดวกต่อผู้บริโภคในการซื้อไปประกอบอาหารในแต่ละมื้อ

สร้างความแตกต่างด้วย Quality Management เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า

คุณประโยชน์ สะท้อนมุมมองว่า การจะทำให้สินค้าเราเป็นที่ยอมรับ ในขณะที่ยังไม่มีแบรนด์ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ เอ็น แอนด์ เจ อควา โปรดักส์ มีความน่าเชื่อถือก็คือ การทำให้ปลากะพงเปี่ยมคุณภาพ (Quality Management) เราจึงเน้นการจัดการฟาร์มที่ดี เทคนิคการเลี้ยงปลากะพงยักษ์ให้ได้ผลผลิตที่ดีคือ สายพันธุ์ต้องดี บ่อต้องดี ปูพื้นด้วยผ้าใบกันน้ำ PE (Polyethylene) ทำให้น้ำไม่เน่าเสียง่าย มีการดูดเลนกลางบ่อ การจัดการน้ำต้องดี ต้องสะอาด คุณภาพน้ำต้องดีตลอด มีการวัดค่าคุณภาพน้ำก่อนที่จะนำมาใช้ในฟาร์ม ซึ่งผลตอบแทนในท้ายที่สุดคือได้ผลผลิตที่ดี ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในสินค้า ถือเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าด้วย

นอกจากเทคนิคการบริหารจัดการน้ำแล้ว ฟาร์มยังได้นำเทคนิคจากญี่ปุ่นมาใช้คือ การเจาะเลือดปลาแบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า ‘อิเคะ จิเมะ’ เพื่อนำเลือดออกจากตัวปลา ทำให้ปลามีความสด ไม่คาว และเนื้อขาวใส มีผิวสัมผัส (Texture) ที่ดีด้วย โดยคุณภาพของปลาสามารถรับประทานสดได้ เป็นเกรดปลาดิบซาซิมิ ในขณะเดียวกันฟาร์มยังมีการบ่มเนื้อปลาเพื่อทำให้รสชาติของเนื้ออร่อยมากขึ้น เพื่อขยายตลาดปลาดิบซาซิมิที่มีความอร่อยและคุณภาพไม่แพ้ปลานำเข้าจากต่างประเทศ โดยผ่านกระบวนการแล่ด้วยโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน องค์การอาหารและยา (อย.), มาตรฐานฮาลาล, มาตรฐาน GMP / HACCP

ขณะที่การพัฒนาต่อยอดคือสิ่งที่ ‘ขาวผ่องฟาร์ม’ ทำมาตลอด โดยเฉพาะความเป็นมาตรฐานการจัดการฟาร์ม ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะทำให้ครบวงจร โดย ‘เอ็น แอนด์ เจ อควา โปรดักส์’ ได้ร่วมทุนกับบริษัท ศิริคุณ ซีฟูดส์ จำกัด ในการเป็น Partner บริหารงานให้ ซึ่งอนาคตกระบวนการแล่ปลาที่ทางพันธมิตรธุรกิจทำอยู่จะยกมาไว้ที่ขาวผ่องฟาร์มทั้งหมด เรียกได้ว่าทำแบบครบวงจรเพื่อคงความสดใหม่ของปลา บ่งบอกถึงการรับประกันคุณภาพและมาตรฐาน

ตลาดปลากะพงยักษ์ยังโตได้อีกมาก หากคนไทยให้โอกาส 

ปัจจุบันปลากะพงยักษ์จาก ‘ขาวผ่องฟาร์ม’ ของคุณประโยชน์ ใช้พื้นที่เลี้ยงปลากว่า 200 ไร่ สำหรับการเลี้ยงปลากะพงที่ฟาร์มจะใช้เวลาอย่างน้อย 18 – 24 เดือน เฉลี่ย 1 ปี สามารถเลี้ยงได้ประมาณปีละ 200 ตัน ส่วนราคาขายสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา ซึ่งไซส์ปลากะพงของขาวผ่องฟาร์มจะอยู่ที่ 3 – 9 กิโลกรัมต่อตัว

ทั้งนี้ จากความพยายามรวมถึงความร่วมมือกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงยักษ์ ในการสร้างจุดแข็งเรื่องคุณภาพ ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนผู้ประกอบการใหญ่ๆ หลายราย ใช้ผลผลิตปลากะพงยักษ์จาก ‘ขาวผ่องฟาร์ม’ มากขึ้น นอกจากนี้สินค้าถูกขายบนห้างสรรพสินค้า Hypermarket ต่าง ๆ เช่น ศิริคุณ ซีฟูดส์, ฟู้ดแลนด์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, โกลเด้น เพลซ, ภัตตาคารเจี่ยท้งเฮง เชียงใหม่ รวมทั้งแบรนด์ร้านอาหารชื่อดัง เช่น S&P, ครัวแม่ศรีเรือน, @19 food & farm, ถูกและดี

 

“ผมมองว่า ปลากะพงยักษ์ยังเพิ่มผลผลิต และขยายตลาดได้อีกมาก เพราะปลากะพงในบ้านเรามีปริมาณ 7,000 – 8,000 ตัน เมื่อแล่เป็นนื้อปลาแล้วจะเหลือเพียง 4,000 ตันเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่มีโอกาสลิ้มลองรับประทานเนื้อปลากะพงยักษ์ หากได้ลองลิ้มรสเชื่อว่า ปลากะพงยักษ์ของไทย คุณภาพไม่แพ้ปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศ”

ท้ายสุด คุณประโยชน์ ยังให้ข้อคิดในการทำธุรกิจด้วยว่า “สำหรับใครที่จะเริ่มทำธุรกิจ อยากให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำอะไรต้องรู้จักตัวเองให้ดี ทำอย่างพอประมาณ และต้องรู้จักปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ที่สำคัญต้องทำธุรกิจแบบมีคุณธรรม แล้วกิจการจะเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

รู้จัก ‘ขาวผ่องฟาร์ม และบริษัท เอ็น แอนด์ เจ อควา โปรดักส์ จำกัด’ เพิ่มเติมได้ที่

https://kaopongfarm.com/

https://www.facebook.com/kaopongfarm/?ref=page_internal

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ
คลิกหรือสายด่วน1333