นันยาง มั่นใจ เปิดเทอมเต็มรูปแบบ คาดกำลังซื้อทะลุ 2 เท่า จัดโปรถูก ยุคค่าครองชีพพุ่ง

นันยาง มั่นใจ เปิดเทอมเต็มรูปแบบ คาดกำลังซื้อทะลุ 2 เท่า จัดโปรถูก ยุคค่าครองชีพพุ่ง

วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ดร.จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยถึง ความพร้อมในการเปิดเรียนที่โรงเรียนเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีว่า

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญ่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์ 100% นานถึง 2 ปีเต็ม แต่ในปี 2565 เมื่อสถานการณ์และความรุนแรงของโรคลดลง ส่งผลให้ภาครัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมและประกาศเปิดประเทศอีกครั้งตั้งแต่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ซึ่งในส่วนของภาคการศึกษานั้น กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ได้วางมาตรการเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดเรียนเต็มรูปแบบภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากปัจจุบันมียอดผู้ติดเชื้อลดลง และกำลังพิจารณาให้เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งเชื่อมั่นว่าการใช้ชีวิตของนักเรียนไทยจะกลับไปเรียนที่โรงเรียนตามเดิมและอยู่ร่วมกับโควิดในวิถีใหม่

“การประกาศให้มีการเรียนการสอนที่โรงเรียนตามปกติ ทำให้ผู้ปกครองต้องเตรียมความพร้อมของบุตรหลานในด้านต่างๆ การฉีดวัคซีน รวมถึงชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน และอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ ด้วย เนื่องจากเด็กมีการเติบโตขึ้นตามวัย ขนาดเท้าใหญ่ขึ้น รองเท้าที่เคยใส่ไปโรงเรียนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็อาจจะไม่สามารถนำมาใส่ได้อีก” ดร.จักรพล กล่าวถึงสถานการณ์การจับจ่ายของผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ด้านภาพรวมตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนในปี 2565 ดร.จักรพล ได้แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า นันยางมั่นใจว่า ตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนโดยรวมจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ที่ผ่านมาตัวเลขมูลค่าตลาดรวมของรองเท้านักเรียนก่อนวิกฤตโควิด-19 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท

หากพิจารณาเฉพาะตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนจะพบว่า นันยาง ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 43% ในปัจจุบัน และเชื่อมั่นว่าน่าจะขยายส่วนแบ่งได้เพิ่มขึ้นในปี 2565 เพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้เล่นในตลาดลดน้อยลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยบริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อรองรับกำลังซื้อหลังการเปิดประเทศไว้ในระยะยาว และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนได้ทุกช่วงเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ในทุกวัน

ด้าน นายชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันรองเท้าผ้าใบของนันยางผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า 2 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน ประกอบด้วย กลุ่มเด็กนักเรียนที่กำลังซื้อมักจะเกิดขึ้นในช่วงเปิดภาคเรียน และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ชื่นชอบในตัวสินค้า ซื้อสินค้าใช้งานตลอดทั้งปีต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในทุกสายงานทุกอาชีพ

ดังนั้น เมื่อมีการเปิดประเทศหลังวิกฤตโควิด-19 ก็น่าจะส่งผลทำให้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น โรงเรียนกลับมาเปิดเรียนได้ตามปกติ ผู้ประกอบการร้านค้า อุตสาหกรรมต่างๆ กลับมาดำเนินธุรกิจได้ ใกล้เคียงเดิม ย่อมส่งผลให้ความต้องการรองเท้าผ้าใบในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

จึงจำเป็นที่ฝ่ายผลิตจะต้องวางแผนเพื่อรับมือกับความต้องการที่อาจสูงขึ้นแบบกะทันหัน โดยนันยางได้วางแผนผลิตสินค้าเก็บสต๊อกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ที่ผ่านมา เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งนันยางได้คาดการณ์สถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้วตั้งแต่ปลายปี 2564

ปัจจุบัน นันยางมีกลุ่มผลิตภัณฑ์รองเท้าผ้าใบคุณภาพครอบคลุมทุกกลุ่มวัย โดยรองเท้าผ้าใบนักเรียนรุ่นยอดนิยม ประกอบด้วย นันยาง รุ่น 205-S ที่ครองความนิยมมากว่า 60 ปี, นันยาง แฮฟ ฟัน แบบไม่ต้องผูกเชือก, นันยาง ซาฟารี และ นันยาง ซูเปอร์ สตาร์ จำหน่ายในราคาประหยัด เพื่อช่วยผู้ปกครองในยุคค่าครองชีพพุ่ง เพียง 199 บาท

 

ทั้งนี้ การวางแผนเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ของนันยางในปี 2565 จำเป็นต้องพิจารณาถึงความต้องการสินค้าหรือความจำเป็นในการใช้สินค้า และประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับควบคู่กันไป จึงทำให้นันยางมองจุดเติมเต็มในสินค้าเดิมที่ลูกค้าเคยใช้แล้วชอบและซื้อซ้ำ มาเป็นจุดต่อยอดในการออกสินค้าใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงทางการตลาด

ดังนั้น ในปี 2565 นันยางจึงได้นำกระแสรองเท้าผ้าใบหัวผ้าสีขาวที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงจากเด็กผู้หญิงในอดีต กลับมาปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นและเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยอีกครั้ง โดยจัดวางรองเท้าผ้าใบสีขาว เพิ่มเข้าไปในกลุ่มรองเท้าผ้าใบรุ่น ZAFARI ที่ปัจจุบันมีวางขายแค่ 2 สีคือ ดำ กับ น้ำตาล

หากพิจารณาถึงความท้าทายของตลาดรองเท้านักเรียนในไทย ดร.จักรพล กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ความท้าทายที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคืออัตราการลดลงของเด็กเกิดใหม่ ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้

แต่นันยางเชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะไม่ส่งผลรุนแรงนัก เพราะตลาดรองเท้าผ้าใบยังคงมีขนาดที่ใหญ่ ทั้งยังมีพื้นที่ให้ขยายตลาดเพิ่มได้ในทุกมิติ ซึ่งทางออกของรองเท้าผ้าใบยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ขายได้กับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เช่น นักศึกษา คนทำงาน นักกีฬา หรือคนทั่วไปที่ชื่นชอบในแบรนด์สินค้านันยาง

รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างกระแสทางการตลาดให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ช่วยทำให้เกิดการขยายกลุ่มลูกค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น ที่สำคัญ นันยางจะสร้างมาตรฐานให้แก่รองเท้าผ้าใบทุกคู่ ด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบในการผลิตอย่างดี มีกรรมวิธีผลิตเฉพาะ เพื่อให้ได้สินค้าที่ดี ทนทานในการใช้งาน และสวมใส่สบาย

ดังนั้น ความพึงพอใจของผู้บริโภคที่ได้รับจากการใช้สินค้าที่มีคุณภาพ จึงถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ที่ธุรกิจจะต้องยึดมั่นเพื่อให้ก้าวต่อไปได้ และสิ่งนี้คือจุดแข็งของนันยางที่ยึดถือมาตลอด 69 ปี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน