2 นวัตกรวัยเก๋า จาก NIA กับเส้นทางธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม ในวัยเกษียณ

เจ๋งไม่แพ้วัยรุ่น เปิด 2 นวัตกรวัยเก๋า จาก NIA กับเส้นทางธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม ในวัยเกษียณ

การเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของวัยรุ่น โดยเฉพาะเรื่องของทำธุรกิจนวัตกรรม หรือแม้แต่การเป็นสตาร์ทอัพ เพราะยุคนี้คนวัยเก๋าก็สามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ และทำได้ดีไม่แพ้กับคนรุ่นใหม่ไฟแรงเลยทีเดียว

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พาไปทำความรู้จักกับ 2 ผู้ประกอบการที่เริ่มเดินทางในสายนวัตกรรมในช่วงวัยเกษียณ ที่นอกจากธุรกิจจะมีความน่าสนใจแล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า อายุไม่ใช่อุปสรรคของเส้นทางความสำเร็จ

คุณสกุณา ซาฮีร์ เจ้าของธุรกิจนวัตกรรมอาหารสำเร็จรูปพร้อมทำและพร้อมรับประทาน แบรนด์ nam-ya

เริ่มต้นด้วย การพามาทำความรู้จักกับ คุณสกุณา ซาฮีร์ เจ้าของธุรกิจนวัตกรรมอาหารสำเร็จรูปพร้อมทำและพร้อมรับประทาน แบรนด์ nam-ya วัย 58 ปี เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจนวัตกรรมอาหารสำเร็จรูปพร้อมทานนั้นมาจากประสบการณ์ที่ตนเคยเป็นเชฟในต่างประเทศมาก่อน

แต่เมื่อถึงเวลาเกษียณอายุและกลับมาอยู่เมืองไทยเริ่มรู้สึกเสียดายความรู้ด้านอาหารที่สั่งสมมานานกว่า 20 ปี จึงเริ่มมองหาลู่ทางในการทำธุรกิจ และมาลงเอยที่ธุรกิจอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เนื่องจากอาศัยในต่างประเทศมาเป็นเวลานาน ทำให้รู้ปัญหาว่าอาหารไทยในต่างประเทศค่อนข้างหายากและมีราคาแพง อีกทั้งคนต่างชาติที่ชื่นชอบอาหารไทยมีเป็นจำนวนมาก

ตนจึงคิดค้นสูตรอาหารสำเร็จรูปที่มีการตวงส่วนผสมที่ได้สัดส่วนลงไปในซอง เพื่อให้ต่างชาติสามารถเลือกซื้อและนำไปปรุงอาหารได้ทันที ซึ่งหลังจากตกตะกอนความคิดจึงเริ่มเข้าอบรมกับหน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ หลังจากนั้นมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมของอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีภายใต้การสนับสนุนจาก NIA ซึ่งเป็นโครงการที่ให้ข้อมูลและความรู้สำหรับการนำนวัตกรรมมาพัฒนาธุรกิจ นับเป็นก้าวแรกในการนำนวัตกรรมาใช้ในธุรกิจอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน

” NIA ที่เข้ามาให้ความรู้ในเรื่องการอบแห้งอาหาร การได้รับความช่วยเหลือหลายหน่วยงาน ส่งผลให้ปัจจุบันสามารถออกผลิตภัณฑ์ได้แล้วกว่า 2 ชนิด คือ ผัดไทสำเร็จรูปพร้อมทานซึ่งสามารถเก็บได้นานกว่า 8 เดือน และ ขนมจีนน้ำยาพร้อมทานที่สามารถเก็บได้นานกว่า 1 ปีครึ่ง อีกทั้งยังสามารถส่งสินค้าไปขายในประเทศออสเตรเลียได้สำเร็จ”

นอกจากนี้ คุณสกุณายังเปิดเผยว่า ในอนาคตมีแผนขยายช่องทางการตลาดไปในประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีเพิ่มด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับตนมองว่าการเริ่มธุรกิจในช่วงปลายของชีวิตนั้นมีทั้งความท้าทายและความตื่นเต้นไปพร้อมกัน เพราะได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้เจอกับคนมากขึ้น อีกทั้งประสบการณ์ที่มีอยู่นั้นช่วยให้มีโอกาสมากกว่าคนอื่น และมารถนำมาเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำธุรกิจ และกล้าที่จะลองผิด ลองถูก กล้าตัดสินใจมากยิ่งขึ้น

คุณเกษชัย มิ่งวงธรรม อายุ 64 ปี ผู้ขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อชุมชนท่าเรือ อำเภอนาหว้า จ.นครพนม กับการพัฒนานวัตกรรมในชุมชน

ด้าน คุณเกษชัย มิ่งวงธรรม อายุ 64 ปี ผู้ขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อชุมชนท่าเรือ อำเภอนาหว้า จ.นครพนม กับการพัฒนานวัตกรรมในชุมชน เล่าว่า ก่อนที่จะก้าวเข้ามาทำนวัตกรรมเพื่อสังคมให้กับวิสาหกิจชุมชนท่าเรือ ตนเคยรับข้าราชการมาก่อน แต่หลังจากเกษียณในช่วงปี 2561 ได้เข้ามาทำงานในวิสาหกิจชุมชนท่าเรืออย่างเต็มตัว

และเริ่มมีแนวคิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถนำทุนความรู้เดิมที่มีอยู่ มาต่อยอดเพื่อช่วยเหลือชุมชนให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมเข้ามาสร้างคุณค่าและมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการในพื้นถิ่น หลังจากนั้นจึงลงมือค้นหาข้อมูลและได้เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคมของ NIA

” NIA ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับการนำนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ในกระบวนการทำงาน เช่น ระบบไฮโดรกริดสำหรับฟื้นฟูนิเวศป่าชุมชนเพื่อการปลูกไผ่แคน นวัตกรรมระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบโดม ร่วมกับการแผ่รังสีอินฟราเรดระยะไกลจากแผ่นเซรามิกมาใช้ในกระบวนผลิตเครื่องดนตรีอีสาน เช่น โหวด แคน ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านสามารถผลิตเครื่องดนตรีได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบดั้งเดิมของชาวบ้านให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากยิ่งขึ้น”

นายเกษชัย เล่าต่อว่า สำหรับแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นนำนนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ในวิสาหกิจชุมชนเกิดจากการที่ต้องการนำต้นทุนความรู้ที่มีอยู่ในช่วงที่เป็นครูมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะหลังจากที่เกษียณแล้วหากไม่ได้ทำงานเลยก็จะทำให้ความรู้ที่มีอยู่หายไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร

และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ อยากเห็นชาวบ้านในชุมชนมีชีวิตความเป็นที่อยู่ที่ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้จากอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ชุมชนเองก็ได้รับรางวัลจากการประกวดหมู่บ้านระดับจังหวัดมาแล้ว ดังนั้น การต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่จึงเป็นเรื่องที่คิดว่าควรจะต้องเร่งส่งเสริมในทันที อย่างไรก็ตามมองว่าการเข้ามาทำธุรกิจนวัตกรรมในช่วงปลายของชีวิตนั้นเป็นเรื่องงที่ค่อนข้างท้าทายพอสมควร โดยเฉพาะการได้เจอคนใหม่ๆ ได้รับความรู้ใหม่ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนหินที่เอาไว้ลับสมองอยู่เสมอ

“การนำความรู้ที่มีอยู่เข้ามาเติมเต็มสังคมทำให้ตัวเราในช่วงวัย 60 ปีรู้สึกภูมิใจมาก สิ่งหนึ่งที่คิดอยู่เสมอคือในเมื่อเราสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว เราก็ควรใช้ทุนความรู้ที่มีไปช่วยให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาด้วยเองได้ด้วย แม้ว่าจะเริ่มหันมาทำธุรกิจนวัตกรรมในช่วงที่อายุมากแต่อายุไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ ต่อการทำงาน ดังนั้น จึงอยากให้ทุกคนลองใช้โอกาสที่มีอยู่เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง และเมื่อใดก็ตามที่มีโอกาสใหม่เข้ามาจงคว้าโอกาสนั้นไว้เสมอไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงสูงอายุ ในวัย GEN-X หรือ GEN-Y ก็ตาม” นายเกษชัย กล่าวทิ้งท้าย

บทความก่อนหน้านี้สรุปมาตรการ จัดการหนี้นอกระบบ ของ ธ.ก.ส. ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต