ข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช หัวหิน กว่า 60 ปี รสไม่เปลี่ยน

ไปหัวหิน ทำไมต้องกินข้าวเหนียวมูนกับมะม่วง…?

เพราะอำเภอหัวหินเป็นเมืองชายทะเล ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเยือนในช่วงฤดูร้อน ตรงกับช่วงเวลามะม่วงกำลังให้ผลผลิต

ข้าวเหนียวมูน คือเมนูอร่อยนิยมรับประทานควบคู่กับมะม่วงสุก จึงมีผู้ผลิตจำหน่ายหลายรายเลือกยึดอาชีพนี้ แต่ที่เห็นเก่าแก่ เรียกว่าเริ่มต้นทำกันมาตั้งแต่รุ่นคุณย่า จนบัดนี้เข้าสู่รุ่นหลาน รวมระยะเวลากว่า 60 ปี นั่นคือ “ร้านมีชัย” หรือที่รู้จักในชื่อ “ข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช” ยังคงตั้งตระหง่าน ต้อนรับผู้บริโภค

 

ฤดูร้อน มูนข้าวเหนียวขาย รายได้วันละ 20 กะละมัง

คุณอัจนิริยา ศิลปสุนทร ทายาทรุ่นหลาน เปิดเรื่องเล่าเท้าความให้ฟังว่า กิจการค้าขายข้าวเหนียวมูนเริ่มต้นจากคุณย่า ซึ่งขณะนั้นแบ่งพื้นที่บริเวณชั้นล่างของโรงแรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่คุณย่าดำเนินการมา เปิดขายข้าวเหนียวมูนกับมะม่วง เฉพาะช่วงฤดูร้อน

คุณอัจนิริยา ศิลปสุนทร

“ตั้งแต่จำความได้ เห็นคุณย่าทำข้าวเหนียวมูนขายมาตลอด รวมระยะเวลาจนถึงบัดนี้กว่า 60 ปีแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนเปิดธุรกิจโรงแรมด้วย บริเวณพื้นที่ว่างชั้นล่างจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก และพอถึงฤดูร้อน คุณย่าทำข้าวเหนียวมูนขายคู่กับมะม่วงสุก เรียกว่าเป็นสินค้าตามฤดูกาล”

สูตรโบราณ ถึงเครื่องถึงรส ส่งผลให้ลูกค้าทยอยเดินทางมาอุดหนุน จนกระทั่งเกิดกระบอกเสียงบอกต่อ กลายเป็นสินค้าดังในอำเภอหัวหิน

“ทำธุรกิจโรงแรมควบคู่ค้าขายข้าวเหนียวมูนได้หลายปี กระทั่งคุณพ่อเสียชีวิต ซึ่งคุณย่ามีลูกชายเพียงคนเดียว จึงไม่มีใครสืบทอดกิจการโรงแรม จำต้องปิดตัวลง  ส่วนข้าวเหนียวมูน คุณย่ายังคงยึดไว้เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ ทำขายต่อเนื่อง โดยมีหน้าสังขยา ปลา กุ้ง และหน้ากระฉีก เป็นทางเลือกให้ลูกค้า แต่ในฤดูร้อน มะม่วงได้รับความนิยมมาก เหมือนกับว่าลูกค้ารอคอย”

นับจำนวนยอดขายข้าวเหนียวมูน ตกวันละ 20 กะละมัง (1 กะละมัง ประมาณ 30 กิโลกรัม)  ส่วนราคาขายเริ่มต้นในยุคคุณย่ากิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท

แม้ปัจจุบันข้าวเหนียวมูน ไม่สามารถทำยอดขายสูงดังแต่ก่อน  โดยปัจจุบันประมาณ 15 กะละมัง แต่การคิดสร้างสรรค์เมนูอื่นเพิ่มเข้ามา ส่งเสริมรายได้ให้ขยับถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ซึ่งคุณอัจนิริยาบอกว่าเมื่อหักลบต้นทุนแล้ว คงเหลือกำไรประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

“เมื่อก่อนผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันมี 2 ราย แต่ปัจจุบันผู้ผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้ามองเรื่องการแข่งขันย่อมกระทบบ้าง แต่ไม่ถือว่าเดือดร้อน เพราะต่างฝ่ายต่างมีลูกค้าของตนเอง แต่สิ่งที่ทำให้ยอดขายลดลง น่าจะมาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ ผู้บริโภครักสุขภาพมากขึ้น สินค้าทำให้อ้วน แม้อร่อยก็จะยั้งๆ ไว้ ไม่ทานเยอะ กับอีกปัจจัยน่าจะมาจาก การผลิตสินค้าทำต่อเนื่องทุกฤดูกาล เพราะมะม่วงออกนอกฤดูได้แล้ว ไม่ต้องมารอเฉพาะฤดูร้อน สัดส่วนยอดขายแต่ละวันจึงลดน้อยลง”

 

เสริมทัพสินค้าใหม่ ขนมไทยกว่า 60 เมนู

คุณอัจนิริยากล่าวเพิ่มเติมถึงสินค้าอื่นที่ผลิตขึ้นมาเสริมยอดขายว่า หลักๆ ได้คุณแม่ ซึ่งถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 รับไม้ต่อจากคุณย่า แล้วพัฒนาจนจังหวะก้าวรื่นไหล

“คุณแม่ชอบทำขนม ชอบคิดสินค้าใหม่มาทดลองตลาด จนบัดนี้กว่า 60 เมนูแล้ว ซึ่งจะสลับกันไป แต่ข้าวเหนียวมูน และขนมเทียน ทั้ง 2 สูตรของคุณย่าที่ขายควบคู่กันมาตั้งแต่ต้น ยังคงทำคะแนนยอดขายติดอันดับหนึ่ง”

สำหรับราคาขายสินค้า ปัจจุบันข้าวเหนียวมูนกิโลกรัมละ 200 บาท และยังมีรูปแบบบรรจุกล่อง กล่องละ 100 บาท ส่วนขนมเทียนชิ้นละ 10 บาท

“เมื่อก่อนกะทิสำหรับทำขนมกิโลกรัมละ 12 บาท ปัจจุบัน 75 บาท ส่วนวัตถุดิบอื่น ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียว น้ำตาลทราย ขึ้นราคาหมด ทำให้ต้องขยับราคาขายสินค้าตามไปด้วย แต่ก็ยอมชี้แจงกับลูกค้าว่าทำไมต้องขึ้นราคา ดีกว่าลดปริมาณวัตถุดิบและส่วนผสมลง เพราะจุดดึงดูดที่ทำให้ข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช เติบโตมาจนทุกวันนี้ คือ คุณภาพและความอร่อย  ฉะนั้น เมื่อ 60 ปีก่อนรสชาติเป็นเช่นไร วันนี้ก็ยังคงรสเดิม”

คุณยาย ยังช่วยดูแลอยู่

เมื่อรายการสินค้าเพิ่มมากขึ้น ลำพังสมาชิกในครอบครัวมิอาจรองรับการผลิตได้ทัน จึงต้องจัดจ้างแรงงานเข้ามาช่วย รวมประมาณ 10 คน โดยจะแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ และสำคัญคือวางแผนการผลิตสินค้าทุกวัน เพื่อความสดใหม่ และทันกับยอดขาย

“สินค้าเน้นความสดใหม่ อย่างข้าวเหนียวมูน ทำทีละกะละมัง แล้วนำออกมาจำหน่าย สำหรับกะทิ ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักให้ผู้ขายคั้นสดมาส่ง พอจะทำใหม่ก็สั่งใหม่ ส่วนสินค้าอื่นค่อยๆ ทยอยทำ เนื่องด้วยขนมไทยแทบทุกรายการมีอายุการเก็บสั้น ยิ่งกับสินค้าของร้านข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช ไม่ใส่สารกันบูด ความพิถีพิถันจึงสำคัญมาก ตั้งแต่คัดเลือกวัตถุดิบ”

ข้าวเหนียวมูน

เอ่ยถึงตรงนี้ จึงขอถามถึงแหล่งวัตถุดิบนำมาใช้ผลิต เริ่มต้นจากข้าวเหนียว คุณอัจนิริยาเล่าว่า สั่งซื้อกับผู้ขายในพื้นที่ เป็นข้าวเหนียวเขี้ยวงูจากจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นข้าวคุณภาพดี เม็ดสวย ขึ้นเงา ไม่แตกหักง่าย

สำหรับมะพร้าวมาจากอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีความมันเหมาะกับการทำขนม โดยให้ผู้ผลิตเจ้าประจำปอกและคั้นกะทิส่งให้ แต่ถึงกระนั้นคุณอัจนิริยาบอกว่า ก่อนผลิตจะตรวจสอบทุกครั้ง โดยสังเกตจากสีและกลิ่น

 

ใช้ระบบชั่งตวงวัด มาตรฐานความอร่อย

คุณอัจนิริยาเผยถึงจำนวนเงินลงทุน สำหรับผู้สนใจก้าวสู่ธุรกิจนี้ว่า หากต้องการผลิตข้าวเหนียวมูนวันละประมาณ 10 กิโลกรัม ควรมีเงินทุนในมือ 1,300 บาทสำหรับซื้อวัตถุดิบ ส่วนอุปกรณ์นำมาใช้ ได้แก่ ลังถึงสำหรับนึ่งข้าวเหนียว ไม้พาย กะละมัง เตา เช่นนี้เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเผยเคล็ดลับ นึ่งข้าวเหนียวอย่างไรให้เม็ดสวย คือก่อนอื่นให้นำข้าวเหนียวไปซาวน้ำเบาๆ มือ จนน้ำใส แช่น้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง จึงนึ่งให้สุก แล้วมูนกับส่วนผสมของกะทิ น้ำตาลทราย เกลือ ที่ผสมรวมกันไว้เรียบร้อยแล้ว เทราดลงบนข้าวเหนียว ใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้สักครู่ ให้ส่วนผสมซึมสู่เม็ดข้าวเหนียว จึงนำออกไปจำหน่าย

“วัตถุดิบ อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตมีไม่มาก แต่สิ่งสำคัญคือฝีมือ ต้องมีสูตรลงตัว และการทำทุกครั้งถ้าจะให้ได้มาตรฐานต้องใช้ระบบชั่งตวงวัด ซึ่งส่งผลถึงรสชาติคงเดิม”

และนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งทำให้ลูกค้าติดใจข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช

คุณอัจนิริยายังกล่าวเพิ่มเติมถึงรสชาติข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุชว่า เข้มข้น มันกะทิ แต่ไม่หวานเกินไป  “คุณย่าพูดเสมอว่า อย่าให้ผู้บริโภครู้สึกในคำแรกว่ารสหวาน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นปริมาณการกินจะน้อยลง หรือไม่กินต่อ แต่ต้องทำขนมให้ออกมา กลมกล่อม”

ย้อนถามไปถึงกลุ่มลูกค้า ซึ่งหลายคนเข้าใจว่า ขนมไทย กลุ่มเป้าหมายน่าจะอยู่ในวัยกลางคนขึ้นไป ต่อเมื่อถามคุณอัจนิริยา จึงรู้ว่าความเข้าใจดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด เพราะปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นให้ความสนใจลิ้มรสขนมไทยมากขึ้น  ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้ประกอบการรู้วิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ดังเช่นคุณอัจนิริยา ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 เข้ามาสานต่อธุรกิจข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช โดยมีคุณย่าและคุณแม่เป็นพี่เลี้ยงดูแล

 

สื่อด้วยเฟซบุ๊ก  ถูกใจกลุ่มวัยโจ๋

คุณอัจนิริยาเล่าว่า ในยุคปัจจุบันการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายต้องรวดเร็ว ฉับไว และโดนใจทุกกลุ่ม เธอจึงเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นสื่อกลางในการโฆษณาประชาสัมพันธ์

“หลังจากเปิดเฟซบุ๊ก ทำให้รู้ว่า ลูกค้าข้าวเหนียวมูนแม่นงนุชไม่ได้มีเฉพาะวัยกลางคนขึ้นไป แต่ยังมีคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น เข้ามาเป็นแฟนคลับ และสินค้าได้รับความนิยม เช่น ข้าวเหนียวตัด ข้าวต้มมัด วุ้น เป็นขนมโบราณที่ครองใจวัยรุ่นได้ดี”

เป็นของฝาก

บรรจุภัณฑ์ คืออีกหนึ่งความสำคัญที่คุณอัจนิริยาเข้ามาพัฒนาปรับรูปโฉมให้ทันสมัย โดยเลือกกล่องพลาสติกมีฝาปิดใช้บรรจุอาหาร ออกแบบถุงหูหิ้วกระดาษสีธรรมชาติ เรียบง่ายแต่ได้ใจทุกกลุ่ม

รายการขนม

“เมื่อตอนรุ่นคุณย่า ปอกมะม่วงใส่ถุงพลาสติกผูกให้แน่น ส่วนข้าวเหนียวใช้ใบสักห่อ แต่ปัจจุบันมีบรรจุภัณฑ์ให้เลือกใช้หลายชนิด และเหตุผลที่เลือกกล่องพลาสติก เพราะลูกค้านำกลับไปใช้ประโยชน์ต่อได้  ส่วนถุงกระดาษและโลโก้ มีการออกแบบให้โดนใจ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการให้เห็นความสำคัญของขนมไทย และเข้ามาลิ้มรส”

ด้วยสภาพพื้นที่ตั้งจำหน่าย เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้ความสนใจเดินทางมาเยือนมิได้ขาด  เหตุนี้กลุ่มลูกค้าหลักของข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช จึงเป็นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวไทย ซึ่งคุณอัจนิริยาบอกว่า บางคนเดินทางมาจากภาคเหนือ ด้วยจุดมุ่งหมายติดใจในรสชาติ

หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช เดินทางไปได้ที่อำเภอหัวหิน ร้านตั้งอยู่เลขที่ 57 ถนนเพชรเกษม ตรงข้ามตลาดฉัตรชัย ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน โดยเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น.

………………………………………………………..

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ                           ผลิตจำหน่ายขนมไทย

ชื่อกิจการ                       ร้านมีชัย ข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช

เงินลงทุน                       ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ เริ่มต้นตั้งแต่หลักพันขึ้นไป

สินค้า                            ข้าวเหนียวมูน มะม่วงสุก และหน้าต่างๆ ขนมเทียน วุ้น ข้าวเหนียวตัด ข้าวเหนียวธัญพืช (มีเฉพาะช่วงสงกรานต์)

สินค้าเด่น                      ข้าวเหนียวมูนกับมะม่วง ขนมเทียน

ราคาขาย                       ข้าวเหนียวมูน กิโลกรัมละ 200 บาท มะม่วงแล้วแต่ฤดูกาล น้ำดอกไม้ประมาณ 80-200 บาท แต่ถ้าเป็นมะม่วงอกร่อง (ซึ่งมีเฉพาะเดือนเมษายน) ราคากิโลกรัมละ 100 กว่าบาท

กำไร                              20 เปอร์เซ็นต์

กลุ่มเป้าหมาย                นักท่องเที่ยว  (ส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพฯ)

ปัญหาอุปสรรค               ระยะเวลาการเก็บรักษาสั้น ขยายสาขาได้ยาก วัตถุดิบมีแหล่งซื้อจำกัด, กำลังผลิตหายาก

สถานที่ติดต่อ                 เลขที่ 57ถนนเพชรเกษม ตรงข้ามตลาดฉัตรชัย ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โทรศัพท์                        0-3251-1035

บทความก่อนหน้านี้หนุ่มนครชัยศรี กลับบ้านเกิดพลิกที่นา 60 ไร่ ทำเกษตรผสมผสาน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัยชานกรุง
บทความถัดไปผู้การอุดรฯ เผย ‘ห้ามนั่งท้ายกระบะ’ กฎหมายมีมานานแล้ว ผ่อนผันกันจนชิน-ถึงเวลาปฏิรูป ไม่ทำไม่ได้