ชาวบ้านถูกหลอกเพียบ พ่อค้าโกงตาชั่งตะเวนรับซื้อข้าวเปลือกให้ราคาสูง

สุรินทร์-วันนี้ (7 ก.ย.59) ที่สถานีตำรวจภูธร ต.ตากูก อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ นายสมชาย อำพันกาญจน์ นายอำเภอเขวาสินรินทร์ พร้อมด้วย ร.ท.ภาคิไนย เนื้อแก้ว สัสดี อ.เขวาสินรินทร์,จ.ส.อ.ศักดิ์ไชย นิลแท้ ชุด ชป.รส.มทบ.25 ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าคดีฉ้อโกง ด้วยการดัดแปลงตาชั่งรับซื้อข้าวเปลือกชาวบ้าน ซึ่งมี พ.ต.ท.สมพงษ์ วงค์อินตา หัวหน้าสถานีตำรวจภูธร ต.ตากูก และ พ.ต.ต.ถนัด ตินานพ สว.สส.สภ.ตากูก ร่วมสอบปากคำ นางสาวสุดารัตน์ นพพิบูลย์ อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาชาวต.จารพัต อ.ศรีขรภูมิ จ.สุรินทร์ หลังเมื่อวานนี้ (6 ก.ย.59) เวลา 16.00 น. นายสุเมธ วงษ์กระสัน เจ้าพนักงานชั่งตวงวัดอาวุโส สนง.ชั่งตวงวัดที่ 2-5 สุรินทร์ พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ตากูก ได้ทำการตรวจสอบตาชั่ง ระหว่างที่ผู้ต้องหากำลังทำการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวบ้าน ที่บ้านเลขที่ 130 ม.10 บ.ระไซ ต.ปราสาททอง อ.เขวาสินรินทร์ฯ ก่อนจะพบว่าตาชั่งที่ใช้ชั่งน้ำหนักข้าวสารไม่เที่ยงตรงเพราะถูกดัดแปลงให้ สามารถรับน้ำหนักได้เพียง 15 กิโลกรัมเท่านั้น หากนำข้าวเปลือกที่มีน้ำหนักเกินกว่า 15 กิโลกรัมขึ้นไปชั่ง เข็มของตาชั่งก็จะไม่ชี้เกิน 15 กิโลกรัม ซึ่งเป็นกลโกงอีกรูปแบบหนึ่ง ของกลุ่มมิจฉาชีพ ที่มักจะออกตระเวนซื้อข้าวเปลือกจากชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ แถมยังให้ราคาสูงกว่าโรงสีหรือท้องตลาด ในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ต่างจากท้องตลาดที่รับซื้อกิโลกรัมละ 8-9 บาทเท่านั้น จึงเป็นเหตุจูงใจให้ชาวบ้านเทขายข้าวเปลือกให้ดังกล่าว ส่วนรถที่ใช้บรรทุกข้าวสารที่รับซื้อเป็นรถยนต์กระบะ สีน้ำเงินเข้ม ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บพ 4452 สุรินทร์ และอีกคันเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ไม่ทราบหมวดอักษร ทราบแต่เพียงหมวดจังหวัดสกลนคร โดยผู้ต้องหายอมรับสารภาพว่าได้ออกตระเวนซื้อข้าวเปลือกมาแล้ว 1 เดือนและพึ่งทำครั้งแรก

ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 รายและรถยนต์ 2 ตันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวไป เพราะเมื่อวานนี้ ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ และขณะที่ผู้ต้องหาไปรับซื้อข้าวเปลือกนั้นยังไม่ได้จ่ายเงินให้ชาวบ้านที่ ขาย ระหว่างที่ จนท.เข้าตรวจสอบตาชั่ง อีกทั้งผู้ต้องหา รับสารภาพเพียงคนเดียว จนท.ชั่งตวงวัด จึงส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.ตากูกนำตัวมาดำเนินคดี เฉพาะในข้อหา ดัดแปลงเครื่องตวงวัด เผื่อเหลือเผื่อขาด ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และมีการใช้เครื่องชั่งตวงวัดนั้นในการรับซื้อสินค้า ตาม พรบ.เครื่องตวงวัด พ.ศ.2542 แก้ไขปี พ.ศ.2557 เท่านั้น ส่วนคดีฉ้อโกง ตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน เพิ่มเติมหลังมีผู้เสียหาย 2 รายเข้าแจ้งความในวันนี้ดังกล่าว

โดยผู้ เสียหาย 2 ราย ที่เข้าแจ้งความนั้น พึ่งทราบข่าวว่าผู้ต้องหาถูกจับกุมและพึ่งทราบว่าตนเองถูกฉ้อโกง จึงเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.ตากูก ประกอบด้วย นายประยุทธ์ มูลศาสตร์ อายุ 60 ปี ถูกฉ้อโกงและขายข้าวเปลือก รวมน้ำหนักข้าวตามจริง 23 ตัน ซึ่งผู้ต้องหา มีการทยอยเข้าไปรับซื้อถึง 8 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.2559-6 ก.ย.2559 รวม ที่ออกบิลให้ทั้งหมดเพียงแค่ 10 ตัน จำนวนเงินที่ได้ 1 แสน 2 หมื่นบาทเท่านั้น รายที่ 2 คือนายจำนง สมัครสมาน อายุ 41 ปี รวมน้ำหนักข้าวตามจริงประมาณ 3 ตัน แต่ถูกฉ้อโกงตาชั่ง และออกบิลให้แค่ 2 ตัน 80 กิโลกรัม

นายไกรวุฒิ มูลศาสตร์ ลูกชายนายประยุทธ์ มูลศาสตร์ ผู้เสียหาย กล่าวว่า พ่อของตนเองขายข้าวให้ผู้ต้องหา ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.-8 ก.ย.59 รวม 8 ครั้ง เขาชั่งได้ โดยรวมทั้ง 8 บิล ได้จำนวน 10 ตัน ยอดเงิน 1 แสน 2 หมื่นบาท ปกติข้าวที่ได้ทุกๆปีจะได้ประมาณ 20 ตันขึ้นไป มีจำนวน 2 ยุ้งฉาง ธกส.ก็ประเมินประกันราคาไว้ที่ 23 ตัน ขายจนหมดยุ้ง หลังจากรวมบิลเลยเอะใจว่าทำไมขายข้าวได้น้อยผิดปกติ จึงเข้ามาแจ้งความ ส่วนตาชั่งก็เป็นตาชั่งเล็กธรรมดา ไม่ใช่ตาชั่งใหญ่ที่ใช้ชั่งรับซื้อข้าวที่มีตั้งแต่ 100 กิดลกรัมขึ้นไปแต่อย่างใด ซึ่งเขาให้ราคาดีกว่าท้องตลาด ปกติ 8 บาทต่อ ก.ก. แต่ผู้ต้องหาให้ 12 บาทต่อ ก.ก. พ่อของตนจึงขายโดยไม่รู้ว่าเขาฉ้อโกง ก็ขอฝากถึงประชาชนให้ระมัดระวัง ด้วยว่า หากใครมาซื้อข้าวในราคาที่สูง ให้เอะใจและตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า ต้องไม่มีอะไรชอบมาพากล

นายจำนง สมัครสมาน อายุ 41 ปี ผู้เสียหายรายที่ 2 อยู่บ้านเลขที่ 38 ม.9 บ.ใหม่ ต.ปราสาททอง อ.เขวาสินรินทร์ฯ กล่าวว่า ผู้ต้องหา มีพวกมาด้วย 3 คน ใช้ตาชั่ง 15 กิโลกรัมนำมาชั่ง ให้ราคาสูง กิโลกรัมละ 12 บาท ตนถูกหลอกซื้อข้าวไปประมาณ 2 ตัน 80 กิโลกรัม ซึ่งข้าวจริงของตนประมาณ 3 ตัน ซึ่งชาวบ้านรายอื่นก็ขายข้าวเหมือนกันหลายราย แต่อาจจะขายข้าวไม่มาก คนละ 2-3 พันบาท เลยไม่ยังไม่เห็นมีใครมาแจ้งความ

 

นายสมชาย อำพันกาญจน์ นายอำเภอเขวาสินรินทร์ กล่าวว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด เข้ามาตรวจสอบพบว่า ที่ใต้ตาชั่ง มีเหล็กอยู่ 1 ชิ้น คอยล็อกน้ำหนักในตาชั่งไว้ เช่น หากนำข้าวเปลือก 20 ก.ก.มาชั่งก็ได้ น้ำหนักแค่ 15 ก.ก.หากเอาข้าวเปลือกหนัก 30 ก.ก.มาชั่ง ก็จะได้แค่ 15 ก.ก. เป็นต้น พฤติการณ์คือให้ราคาสูงถึง 12 บาทต่อ ก.ก.สูงกว่าโรงสีที่ให้แค่ 8 บาทต่อ ก.ก. ชาวบ้านเมื่อเห็นราคาสูงก็ขาย จึงขอฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง และเอะใจ ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่าต้องผิดปกติ จะทำให้เกิดความเสียหาย และฝากถึงผู้เสียรายอื่นหากเคยถูกผู้ต้องหากลุ่มนี้ไปซื้อข้าวและเชื่อว่า ถูกหลอกก็ขอให้มาแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.ตากูกด้วย

ด้าน พ.ต.ท.สมพงษ์ วงค์อินตา หัวหน้าสถานีตำรวจภูธร ต.ตากูก กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา กับผู้ต้องหา ในข้อหา ดัดแปลงเครื่องตวงวัด เผื่อเหลือเผื่อขาด ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และมีการใช้เครื่องชั่งตวงวัดนั้นในการรับซื้อสินค้า ตาม พรบ.เครื่องตวงวัด พ.ศ.2542 แก้ไขปี พ.ศ.2557 ตอนนี้มีผู้เสียหายมาแจ้งความและพบพนักงานสอบสวนแล้ว 2 คน ขอฝากเตือนประชาชนหากพบใครมีพฤติการณ์แบบนี้ มีการเสนอราคาที่สูงในลักษณะแบบนี้ ก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบ และจะได้ประสานพาณิชย์จังหวัดเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานเครื่องชั่งตวงวัดต่อไป