หนีเมืองกรุงมาทำเกษตร เน้นขายสินค้าหลากหลาย สร้างรายได้บนวิถีความสุข

คุณอิงณภัสร์ วงษ์สิทธิชัย อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 6 ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบรี เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้วทำงานประจำอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาเริ่มรู้สึกเบื่อกับงานทางด้านนี้ โดยก่อนหน้านั้นคุณย่ารู้สึกคิดถึงเธอจึงอยากให้มาหางานทำอยู่ใกล้บ้าน เพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่กันอย่างใกล้ชิด จึงทำให้เธอตัดสินใจและย้ายมาอยู่บ้านเกิดในเวลาต่อมา

“ช่วงที่ลาออกจากงาน ก็กลับมาอยู่ที่บ้านก่อน ช่วงนั้นก็คิดว่าเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง ก็เลยมีความคิดที่จะทำเกี่ยวกับเรื่องเกษตร แต่ก็รู้สึกหนักใจ เพราะเราเองไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย แต่ก็มีใจที่อยากจะทำ ก็มาเห็นว่าส่วนใหญ่พื้นที่นี้จะทำนากันส่วนมาก ก็เลยมีแนวความคิดที่จะทดลองทำนา โดยที่อยากจะทำแบบไม่ใช้สารเคมี เรียกว่าทำแบบอินทรีย์ ก็เลยตั้งใจทำอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา” คุณอิงณภัสร์ เล่าถึงที่มาด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม

ก่อนที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง คุณอิงณภัสร์ เล่าว่า ได้ไปศึกษาหาความรู้จากแหล่งที่เป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการเกษตร โดยกินนอนอยู่ที่นั้นเป็นเวลาถึง 6 เดือน จึงทำให้ได้เรียนรู้วิถีชิวิตการทำนาในระบบอินทรีย์ และการปลูกพืชผักปลอดสารพิษที่จะทำเงินสร้างรายได้ให้กับเธอ

โดยในช่วงแรกที่ได้มาทำการเกษตรจากสิ่งที่ไปเรียนรู้มา เธอจะเน้นแบบทำเกษตรเป็นอินทรีย์เพียงอย่างเดียว ซึ่งในช่วงที่ได้ผลผลิตก็จะแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องกินก่อน ต่อมาเมื่อผลผลิตทางการเกษตรเริ่มเป็นที่ต้องการของเพื่อนบ้านคนอื่นๆ มากขึ้น ก็สามารถทำเป็นธุรกิจขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับเธอในเวลาต่อมา

เพาะกล้าไม้ขาย

“ต้องบอกเลยว่า ช่วงที่มาทำเกษตรใหม่ ไม่ได้มีเงินทุนอะไรมาก ก็จะเน้นทำนาอินทรีย์ ปลูกผักอินทรีย์ โดยข้าวที่ทำได้ก็จะนำสินค้าบางส่วนเข้าไปขายในโรงสี และบางส่วนก็แบ่งมาแปรรูปขายเอง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น มันจะช่วยให้เราสามารถมีเงินทุนหมุนเวียนได้ในช่วงแรก ต่อมาพอมีลูกค้ามากขึ้น เราก็ไม่ได้ขายเข้าโรงสีแล้วทำตลาดเอง โดยสินค้าที่ขายได้เกิดจากการบอกต่อๆ กันไป ปากต่อปาก” คุณอิงณภัสร์ บอกถึงหลักการทำรายได้หมุนเวียน

ต่อมาเมื่อการทำนาอินทรีย์ประสบผลสำเร็จสินค้าติดตลาด ต่อมาเธอได้ทำการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงภายในบริเวณบ้าน เพื่อให้มีรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น และที่สำคัญสินค้าทางเกษตรที่ผลิตได้จะใช้ช่องทางการขายแบบออนไลน์ และส่งสินค้าทางไปรษณีย์ก็สามารถทำตลาดให้กับเธอได้เช่นกัน
ไก่ไข่

เหตุที่เลือกเลี้ยงกุ้งก้ามแดง คุณอิงณภัสร์ บอกว่า เป็นคนที่ชอบกินกุ้งจึงคิดว่าน่าจะเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จ จึงได้หาซื้อมาเลี้ยงและเพาะพันธุ์ขายลูกจนสามารถเป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้กับเธอได้ในเวลาต่อมาเช่นกัน

“ตอนนี้คนรอบข้างก็จะสัมผัสได่ว่า สิ่งที่เราทำสามารถขายได้จริง สามารถทำเงินให้ไว้เลี้ยงครอบครัวได้จริง และที่สำคัญเกิดความสุขด้วย เพราะได้ทำงานมีรายได้ โดยที่เราไม่ต้องห่างไกลจากคนที่เรารัก เรามีความสุขในทุกๆ วัน จนตอนนี้ที่บ้านก็เป็นเหมือนแหล่งเรียนรู้ที่คนสนใจได้มาเรียนรู้งาน ซึ่งก็รู้สึกดีที่ว่าสิ่งที่เราทำ นอกจากเขามาเจอเราแล้วจะมีความสุข ก็ยังมีสุขภาพที่ดีกลับไปด้วย เพราะกินอาหารที่ปลูกแบบระบบอินทรีย์” คุณอิงณภัสร์ กล่าว

สำหรับผู้ที่ต้องการความสุข คุณอิงณภัสร์ ฝากบอกว่า เพียงตั้งใจทำสิ่งที่รักและมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ก็จะทำให้ทุกๆ วันมีคุณค่าเป็นประชาชนที่มีความเข้มแข็งโดยที่ไม่ต้องให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

บทความก่อนหน้านี้“เลี้ยงกุ้งมังกร” ในกระชัง ไม่ต้องเลี้ยงมาก แค่ 200 ตัว รับเงินสองแสนได้ง่ายๆ
บทความถัดไปจ่ออีกลูก!! กรมอุตุฯออกประกาศเตือนฉบับที่ 4 พายุ “ปาข่า” (PAKHAR)