แม่ค้ามะม่วง “ตลาดไท” ฟันธง มะม่วงเติบโตทุกปี น้ำดอกไม้ยอดนิยม

“มะม่วง” ผลไม้คู่บ้านของคนไทยทุกครัวเรือน ที่แต่ละบ้านอาจจะต้องมีมะม่วง อยู่บนโต๊ะอาหารในแต่ละสัปดาห์ เพราะมะม่วงเป็นผลไม้ที่ให้ผลตลอดทั้งปี รับประทานได้โดยไม่ต้องรอฤดูกาล และ แม้ว่า มะม่วง จะไม่ขึ้นแท่นเป็นราชาผลไม้อย่าง “ทุเรียน” และ ราชินีผลไม้อย่าง “มังคุด” แต่มะม่วง เป็นผลไม้ที่ยอดนิยมสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศไปแล้ว โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ซึ่งผู้ค้าส่งมะม่วงในตลาดค้าส่งรายใหญ่อย่าง “ตลาดไท” ยืนยันว่า มะม่วงยังอยู่ในอันดับผลไม้ยอดนิยม และ สร้างแม่ค้ารายเล็กให้เป็นผู้ค้าส่งรายใหญ่มาแล้ว ด้วยความนิยมรับประทานมะม่วงที่มีตลอดทั้งปีโดยไม่สนใจฤดูกาล ในขณะที่ธรรมชาติของมะม่วงก็ออกผลให้ทานกันตลอดทั้งปีด้วยเช่นกัน

เริ่มต้นจากเกษตรกร

คุณบุญส่ง แจ้งแสง หรือ คุณมิ้นต์ ผู้ค้าส่งมะม่วงในตลาดไท วัย 48 ปี เล่าให้ฟังถึงเส้นทางการขายส่งมะม่วงว่า เริ่มต้นจาก ปี 2538 ด้วยการเป็นเกษตรกรปลูกมะม่วง,น้อยหน่า และ ไร่ข้าวโพด โดยมีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 5-6 ไร่ ที่จังหวัดสระบุรี หลังจากนั้นก็ขยายพื้นที่เพาะปลูกด้วยการเช่าอีก 30 ไร่ ซึ่งในเวลานั้นยังเน้นทำสวนและไร่ที่หลากหลาย ไม่ได้เจาะจงปลูกมะม่วงเพียงอย่างเดียว ต่อมาก็เกิดแนวคิด ว่า มะม่วงเป็นผลไม้ที่ให้ผลทั้งปี และ เมื่อมีลูกค้าจากจังหวัดหนึ่ง ก็จะมีอีกจังหวัดตามมาเรื่อยๆ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการเปลี่ยนสินค้าบ่อยๆ โดยช่วงนั้นเริ่มมีลูกค้าประจำมาซื้อมะม่วงเพิ่มขึ้น จึงมองหาทำเลขายมะม่วง และมาพบที่ตลาดไท

คุณบุญส่ง แจ้งแสง หรือ คุณมิ้นต์ เจ้าของร้านค้าส่งมะม่วงที่ตลาดไท

“ช่วงแรกมาขายมะม่วงที่ตลาดไท นำมะม่วง มาวางขายแบบชาวบ้านปลูกเอง โดยมีเท่าไหร่ก็นำมาวางขาย วันแรกมีคนซื้อวันละ 2 ลัง  พอขายสักระยะ ก็ไปซื้อของเพื่อนมาขายเพิ่มกับของที่มาจากสวนที่สระบุรี ต่อมามีลูกค้ารายใหญ่ซื้อมะม่วงเป็นคันรถ บางทีก็สิบล้อ บางทีก็ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งที่ตลาดไททำเลดี ค้าขายดี ทั้งๆที่สมัยก่อนตอนที่มาขาย ตลาดไทยังเป็นพื้นหินคลุก หินราด แต่ละร้านค้าก็ใช้ร่มกาง ยังไม่ใช้หลังคาเหล็ก ซึ่งหลังคาเหล็กเพิ่งสร้างได้ปีเดียว ที่ผ่านมาก็อยู่กันแบบนั้นมาตลอด ตอนนั้นลูกค้าเข้ามาซื้อมะม่วง มีมะม่วงขายปิ๊กอัพเดียว ก็ขายหมด พรุ่งนี้เราลองเพิ่มมะม่วงสิ ก็ดูลูกค้าทุกวัน คนซื้อก็เพิ่มขึ้น ส่วนตลาดก็ขยายขึ้นไปเรื่อยๆ” คุณมิ้นต์เล่าถึงบรรยากาศค้าขายมะม่วงที่ตลาดไทในอดีต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกษตรกรจาก จ.สระบุรี กลายเป็นผู้ค้าส่งมะม่วงรายสำคัญในปัจจุบัน

เหตุที่บอกเช่นนั้น เพราะปัจจุบัน นอกจากคุณมิ้นต์จะเป็นผู้ค้าส่ง ที่ต้องตระเวนซื้อมะม่วงจากทั่วสารทิศแล้ว ยังเป็นเจ้าของสวนมะม่วงเกือบ 200 ไร่ ที่จังหวัดสระบุรี และ ยังมีโรงงานผลิตมะม่วงกวน โดยมีตราสินค้าของตัวเองชื่อว่า “เอ็ม.พี.” (M.P.)

“อย่างซื้อสวนมะม่วงมา ถ้าผิวไม่สวย ลูกค้าไม่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีมะม่วงที่ส่งออกไม่หมด เพราะแต่ละสวนไม่ได้มีมะม่วงสวยทั้งหมด อย่างเกรดเอ ส่งไปขายต่างประเทศ รองลงมา เกรดต่ำกว่าก็ส่งได้อีกราคาหนึ่ง และมาบ่มที่ร้าน ถ้าไม่สวยก็นำไปแปรรูปเป็นมะม่วงกวน ซึ่งเป็นมะม่วงพันธุ์อะไรก็ได้แต่ต้องเลือกว่า แบบไหนกวนแล้วอร่อย และ ลูกค้าชอบ ซึ่งที่ร้านทำมะม่วงกวนแบบกรอบ หรือที่เรียกว่ามะม่วงกวนตกทราย พอมาถึงยุคนี้เรียกแบบกรอบ เพราะไม่ติดฟัน ส่วนอีกแบบ เรียก นุ่มเหนียว ให้ดูดีตามที่ลูกค้าชอบ โดยมะม่วงกวนแปรรูปทั้งหมดมาจากโรงงานเล็กๆของตัวเองที่ จ.สระบุรี”คุณมินต์เล่า

ผลมะม่วงก่อนส่งขาย

น้ำดอกไม้ยอดนิยม

 มะม่วงขายดีติดอันดับในตลาดไท คือมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4  และ น้ำดอกไม้สีทองสีทอง ซึ่งสวนของคุณมิ้นต์ปลูกทั้ง 2 พันธุ์ไว้ด้วยเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด และ ความต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีแนวโน้มสดใสตั้งแต่ปีนี้

“มะม่วงน้ำดอกไม้ มียอดสั่งซื้อ  ถ้ามัวซื้อจากในสวน ไม่ทันแม่ค้ารายอื่น เพราะเจอเรื่องตัดราคาซื้อขายหน้าสวน เช่น สวนมะม่วงสวนนี้สวย คนให้ความสนใจเยอะ คนอื่นให้ราคา 22-25 บาท เจ้าของสวนก็ขายไป โดยไม่ได้ห่วงใยร้านเรา ซึ่งเป็นลูกค้าประจำของสวนเขาด้วย และเรามีออร์เดอร์ต่างประเทศรออยู่ ก็เกิดปัญหาไม่มีมะม่วงให้ลูกค้า เพราะฉะนั้นจึงต้องมีสวนเป็นของตัวเอง เพื่อมีมะม่วงส่งให้ลูกค้าตามที่รับปากไว้” คุณมิ้นต์เปิดใจให้ฟังถึงอุปสรรคการค้าส่งมะม่วงในปัจจุบัน

สำหรับเหตุผลที่ทำให้ “มะม่วงน้ำดอกไม้” เป็นที่นิยมทั้งในประเทศไทย และ ต่างประเทศ เพราะมะม่วงน้ำดอกไม้มีเสน่ห์ตรงที่รับประทานผลสุกกับข้าวเหนียวมูลอร่อย หรือ จะรับประทานมะม่วงน้ำดอกไม้อย่างเดียวก็อร่อยเช่นกัน ส่วนตอนที่ยังเป็นลูกอ่อนๆ นำไปทำยำ

 
มีมะม่วงให้เลือกซื้อจำนวนมากที่ตลาดไท

เมื่อเทียบกับมะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ “มะม่วงน้ำดอกไม้” กินขาด

“มะม่วงอื่น กินอร่อย แต่สู้น้ำดอกไม้ไม่ได้ แต่ก่อนมีอกร่องเป็นคู่แข่ง แต่ตอนนี้อกร่องไม่ค่อยมีใครรู้จัก และ ไม่ค่อยมีใครปลูก คนต่างจังหวัดก็ตัดทิ้งหมด เพราะขายไม่ออก ไม่ใช่ยอดนิยมเหมือนน้ำดอกไม้ ซึ่งมีผลสวยกว่า และ เวลาส่งออกจะทนกว่า แต่อกร่องส่งออกไม่ได้ เนื่องจากมีผิวบาง น้ำเยอะ เมื่อสุกแล้วคุณภาพแย่ลงไป จะนิ่ม เป็นเส้น เหี่ยวไว ส่วนน้ำดอกไม้ เมื่อสุกแล้วผิว ไม่ดำ อยู่ได้อีก 4-5 วัน  ยิ่งเป็นน้ำดอกไม้สีทอง ผิวจะทน และ สวยตั้งแต่ยังดิบๆ เพราะฉะนั้นที่ร้านจะเน้นน้ำดอกไม้ คัดของสวย เกรดเอ ส่งออกหมด ไม่ได้ขายในเมืองไทย โดยมีลูกค้าประจำ คือ เกาหลี จีน สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย ซึ่งจะซื้อมะม่วงไทยตามคุณภาพ และ ตามเกรด” คุณมิ้นต์เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของมะม่วงแต่ละสายพันธุ์ที่ทำให้ได้รับความนิยมแตกต่างกันไป

สำหรับมะม่วงที่ได้รับความนิยม และ มียอดขายรองลงมา คือ มะม่วงโชคอนันต์ และ มะม่วงทะวายเดือนเก้า นิยมนำไปใส่ในเมนูยำ หรือ สลัด ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตของชาวต่างประเทศ ส่วนคนไทยนิยมกินกับน้ำปลาหวาน

ที่สำคัญมะม่วง จัดเป็นผลไม้ที่เป็นตัวชูโรงของตลาดส่งออกผลไม้ไทย แม้มะม่วงจะไม่ใช่พระเอก-นางเอกเฉกเช่นทุเรียน และ มังคุด แต่ยอดการส่งออกมีไม่ขาดสาย เพราะรสชาติมะม่วงไทยถูกปากชาวต่างชาติหลายประเทศ

บรรยากาศร้านค้าส่งมะม่วงในตลาดไท

“ที่ร้านเลือกมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกอย่างเดียว โดยมีลูกค้าสิงคโปร์เป็นหลัก ส่วนจีนส่งไปน้อยหน่อย เพราะคนจีนเข้ามาซื้อเองที่สวน และ ลงทุนเอง” คุณมิ้นต์ยืนยันถึงการส่งมะม่วงออกขายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งยังขายได้เรื่อยๆแม้จะไม่หวือหวาเหมือนราชาผลไม้และราชินีผลไม้ไทย

ส่วนตลาดในประเทศไทย ผู้ค้าส่งมะม่วงทั้งรายใหญ่และรายเล็กก็ยังต้องมีมะม่วงเป็นผลไม้คู่ร้านที่ขาดไม่ได้

“ลูกค้าที่มาซื้อมะม่วง ก็ขายมะม่วงเหมือนกัน เวลาขายผลไม้ตัวอื่นเหมือนเพิ่มมานิดหน่อย แต่มะม่วงก็ยังต้องขายเหมือนเดิม โดยเฉพาะถ้าเป็นช่วงที่มะม่วงออกผลมาก คนที่ค้ามะม่วงอยู่แล้ว ต้องค้ามะม่วงก่อน ถ้ามีผลไม้อย่างอื่นเข้ามา ค่อยมาเสริมหน้าร้าน เหมือนกับว่ามะม่วงเป็นผลไม้หลัก” คุณมิ้นต์บอกถึงผลไม้หลักประจำร้านค้าผลไม้ ที่ต้องมีมะม่วงไว้ให้ลูกค้า และ กลายเป็นผลไม้ที่ขาดจากหน้าร้านไม่ได้เสียแล้ว

มะม่วงจึงเป็นผลไม้ประจำครอบครัว และ เป็นผลไม้คู่บ้านคู่เมืองประเทศไทย ที่มีให้เก็บเกี่ยวผลผลิตในทุกฤดูกาล ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยในแต่ละพื้นที่แล้ว ยังนำมาซึ่งการขับเคลื่อนรายได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP:Gross Domestic Product)

ราคาดีเป็นประวัติการณ์

คุณมินต์บอกว่า ผลผลิตมะม่วงส่วนใหญ่ ซื้อมาจากจังหวัดพิจิตร, นครราชสีมา ,พิษณุโลก, สระบุรี, เชียงใหม่, เชียงราย, น่าน, เลย และ ปราจีนบุรี นอกจากนี้ยังมีลูกสวนบางรายมาส่งให้ จากสุพรรณบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีชาวสวนมะม่วงน้ำดอกไม้อยู่พอสมควร

ปี2559 มะม่วงราคาสูงสุด กิโลกรัมละ 130 บาท ทุกปีทำได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 80 บาท อย่างมะม่วงโชคอนันต์ กิโลกรัมละ 27 บาท ราคาแพง ทุกปีไม่ใช่ราคานี้ ราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 20 บาทเท่านั้น  ส่วนมะม่วงทะวายเดือนเก้า ปกติราคากิโลกรัมละ  6-7 บาท อย่างสูงสุดกิโลกรัมละ 12 บาท แต่ปี 2559 ขยับไปถึง กิโลกรัมละ 20-25 บาท ซึ่งประกอบกับผลผลิตขาดแคลน เพราะว่าประสบกับปัญหาภัยแล้ง

ส่วนลูกค้าที่มาซื้อมะม่วงมีทั้งมาจาก  เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น ภูเก็ต และพัทยา นอกจากนี้ลูกค้าประจำส่วนใหญ่จะมาจาก พัทยา ภูเก็ต และ หาดใหญ่

บรรยากาศร้านค้าส่งมะม่วงในตลาดไท

มะม่วงไทยมีคู่แข่งไหม?

คุณมินต์พูดถึงคู่แข่งว่า ในเมืองไทยก็แม่ค้าด้วยกัน มีการแข่งขัน สมมติว่าออกมาพร้อมๆกัน ของใครสวยและราคาถูกกว่า จะไปได้ดีกว่า แต่ถ้าส่งขายต่างประเทศ มีคู่แข่ง คือ ผู้ค้าส่งด้วยกันที่มาเป็นลูกค้า ซึ่งมีการอ้างว่าไปซื้อกับรายนั้นราคาถูกกว่า แต่ถ้าต้องไปแข่งขันกับต่างประเทศจริงๆ ต้องเข้าไปสู้กับมะม่วงของจีน ไต้หวัน และ อินโดนีเซีย เพราะเมื่อถึงฤดูกาลมะม่วงในประเทศเหล่านี้ออกมาในตลาด มะม่วงไทยก็ออกมาวางในตลาดช่วงเดียวกันพอดี ผลผลิตก็ไปชนกัน

มะม่วงแปรรูป แบรนด์ M.P. ผลิตภัณฑ์แปรรูปทั้งแบบกรอบและแบบนุ่มเหนียว

ต้องการซื้อและขายมะม่วง ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 086-7591922  (คุณมินต์) และ081-9048203(คุณไอซ์)

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์