เอ็มที ไฮโดรโปนิคส์ ฟาร์มผักสุดพรีเมี่ยมแดนอีสาน ส่งตรง ซิซซ์เล่อร์ กว่า 4 ปี

เอ็มที ไฮโดรโปนิคส์ ฟาร์มผักสุดพรีเมี่ยมแดนอีสาน ส่งตรงสู่ร้านอาหารดัง ซิซซ์เล่อร์ กว่า 4 ปี

ด้วยภูมิทัศน์อยู่ในพื้นที่สูง อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน หรือ ภาคอีสาน อีกทั้งความฝันอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร จุดประกายให้ คุณมาร์เทน นิโคลัส บรีสเสอะเลอร์ส และคุณปิยนุช บรีสเสอะเลอร์ส วัย 54 ปี หันมาบุกเบิก เอ็มที ไฮโดรโปนิคส์ ธุรกิจฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์แบบครบวงจร บนที่ดินเปล่าของตัวเองในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

คุณมาร์เทน นิโคลัส บรีสเสอะเลอร์ส และคุณปิยนุช บรีสเสอะเลอร์ส เจ้าของเอ็มที ไฮโดรโปนิคส์

คุณปิยนุช ได้สละเวลามาพูดคุยให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำฟาร์มผัก ตนผ่านการทำงานมาหลากหลาย รวมถึงเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน จนมาพบรักกับสามีที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานกระจก จนได้ตกลงปลงใจสร้างครอบครัวด้วยกันในกรุงเทพฯ เธอจึงผันตัวมาเป็นแม่บ้าน จนเมื่อลูกน้อยเติบใหญ่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนอก

ด้วยความที่ชอบทานผัก เมื่อไปเดินเลือกซื้อของตามตลาด จึงเห็นว่าผักชนิดเดียวกันแต่คุณภาพไม่เหมือนกัน ไม่ถูกใจตามความต้องการ และด้วยความที่คุณปิยนุชและสามีคิดอยากจะทำอาชีพเกษตรมานานแล้ว จึงได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำฟาร์มผัก

“ด้วยความที่มันอยู่ในวัยที่เกษียณตัวจากการทำงานแล้ว เราก็อยากไปอยู่ในที่ที่อากาศดีๆ ทำเกษตรกรรมสักอย่าง และเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้วเราซื้อที่ไว้อยู่ที่จังหวัดเลยกัน ก็มานั่งปรึกษากันว่า ถ้าเราจะย้ายจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่นั่นเลย แล้วอยากจะทำเกษตรกรรม ณ ตอนนั้น พืชอะไรที่มันพอจะทำแล้วไปได้ดีบ้าง ก็เจอว่าเรื่องผักสลัดไฮโดรโปนิกส์ในไทย ณ ตอนนั้นมีจริงๆ ไม่กี่แห่ง และถ้าเราจะทำขาย ต้องทำให้มันเป็นแบบพรีเมี่ยม เลยเกิดเป็นฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ครบวงจร เอ็มที ไฮโดรโปนิคส์” คุณปิยนุช เล่า

ซึ่งฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ครบวงจรแห่งนี้ พิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดในการนำมาเพาะปลูก เพราะใช้เมล็ดพันธุ์นำเข้าจากประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ชั้นนำของโลก มีการทำโรงเรือนปลูกในระบบปิด สามารถควบคุมอุณหภูมิ และป้องกันแมลงได้ รวมถึง ใช้เทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ในการปลูกผักด้วยน้ำ RO (Reverse Osmosis) ซึ่งเป็นน้ำที่มีความบริสุทธิ์สูงที่สุด และเก็บผลผลิตในเวลาที่เหมาะสม เมื่อรวมเข้ากับภูมิทัศน์และอากาศของจังหวัดเลยแล้ว  ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพสะอาด ปลอดภัย และรสชาติอร่อยตามธรรมชาติแท้ ๆ

“ตอนที่เริ่มทำปีแรกๆ ก็ขลุกขลักอยู่ค่ะ เพราะเราไม่เคยทำเกษตรกรรมเลย แล้วการทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องสะอาด ต้องทำโรงเรือนแบบปิด ทำโรงน้ำ RO มีตัวควบคุมอุณหภูมิให้น้ำเย็นตลอด เพราะผักจะเติบโตได้ดีในอุณหภูมิประมาณนี้ แล้วก็มีพวกหม้อแปลง เครื่องปั่นไฟแยกจากของชาวบ้าน เพราะผักแบบนี้ขาดน้ำกับไฟไม่ได้ แล้วเราเลี้ยงตามเวลาการเจริญเติบโตตามธรรมชาติของเขาเลย ไม่ได้ใส่สารเร่งอะไร ทำให้ผักมันมีคุณภาพจริงๆ เรามีเจ้าหน้าที่จาก GMP GAP เข้ามาเก็บตัวอย่างผักไปตรวจสอบเป็นระยะๆ แล้วฟาร์มเรามีการเปลี่ยนปุ๋ยทุกๆ 15 วัน พอคัดผักเก็บผักเสร็จ ก็ล้างทำความสะอาดรางแล้วลงเมล็ดใหม่ แล้วเราก็มีโรงแพ็กเอง ก็ต้องมาดูอีกว่า ใบสวยไหม ได้มาตรฐานหรือเปล่าแล้วค่อยแพ็ก มันก็มีคัดทิ้งเยอะเหมือนกัน ปีๆ หนึ่งค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ก็ใช้เวลา ความอดทนและความเข้าใจ เลยทำให้ธุรกิจดำเนินมาได้ 4 ปีแล้ว” คุณปิยนุช เล่า

ผักของฟาร์ม “เอ็มที ไฮโดรโปนิคส์” มีทั้ง กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เรคโครอล กรีสคอส บัตเตอร์เฮด และฟิเลย์เบิร์ก เป็นต้น โดยจุดเด่นของผักจากฟาร์มนี้ นอกจากเป็นผักคุณภาพพรีเมี่ยม ต้นอวบสวยแล้ว ก็เป็นเรื่องของรสชาติ ที่จะไม่ขมเหมือนที่อื่น

เจ้าของฟาร์มยังเล่าต่อว่า ผลผลิตของเธอมีขายทั้งปี เพราะมีโรงปลูกถึง 4 โรง ซึ่งใช้พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ซึ่งถือเป็นโรงปลูกที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเลย โดยได้ใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เพราะมีอัตราดอกเบี้ยถูกสุด และเงื่อนไขผ่อนปรน ทำให้มีเงินทุนนำไปขยายโรงเรือนได้ตามที่ต้องการ

“หน้าร้อน ฟาร์มเราก็มีผักขายค่ะ ถือเป็นช่วงพีกไทม์สำหรับการขายเลยทีเดียว แต่จะลำบากหน่อยเพราะผักต้องใช้เวลาโต ไหนจะเรื่องแมลง เรื่องน้ำ แต่เราคุมคุณภาพของน้ำและแมลงได้ เลยทำให้คุณภาพสินค้ามันยังอยู่ในมาตรฐานและขายได้เหมือนเดิม แต่พอเจอโควิดมา ฟาร์มก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันค่ะ เดือนกว่าๆ ยอดตกไปรวมๆ ก็ 8 แสน เพราะตอนนั้นใครๆ ก็ลำบากหมด เจอทั้งลูกค้าขอลดราคาสินค้า แล้วเราก็ต้องลดกำลังการผลิตลง มีการเรียกพนักงานมาคุยกันว่าขอลดค่าแรงลงนะ เพื่อช่วยกันประคองกันไป หลังๆ ก็ดีขึ้น เก็บส่งเข้ากรุงเทพฯ ให้ลูกค้าอย่าง พวกร้านอาหาร ซิซซ์เล่อร์ แล้วก็พวกซัพพลายให้เขาไปกระจายเอาเองอะไรพวกนี้ ประมาณ 700 กว่าโล ตามออร์เดอร์ลูกค้าที่เริ่มกลับมาปกติ  2-3 เดือนมานี้ยอดก็ได้ประมาณ 7 แสนกว่าแล้ว”

คุณปิยนุชยังเผยว่า นอกจากบรรดาผักสลัดแล้ว ทางฟาร์มได้เริ่มปลูกมะเขือเทศพลัม หรือมะเขือเทศเชอร์รี่ เพิ่มด้วย ซึ่งใช้เมล็ดพันธุ์จากประเทศฮอลแลนด์เช่นเดิม ซึ่งผลผลิตที่ได้ออกมา จะมีลูกโต รสชาติหวานกรอบ ซึ่งเจ้าของฟาร์มบอกว่า เป็นผักที่ขายได้ราคาดีเหมือนกัน

“ทำฟาร์มผักแบบนี้ มันก็ยุ่งยากนะ แต่เราชอบ เรารักที่จะทำ เหนื่อยหน่อยแต่มีความสุข มันก็เป็นพลังให้เราทำต่อไปได้เรื่อยๆ” คุณปิยนุช ว่ามาแบบนั้น

นอกจากนั้นยังถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทานผักไฮโดรโปรนิกส์ ที่เคยมีข่าวออกมาว่าทานแล้วไม่ปลอดภัย คุณปิยนุช ตอบในฐานะผู้ประกอบการไว้ว่า

“สมัยก่อนที่มีข่าวว่าผักไฮโดรโปรนิกส์มันไม่ปลอดภัย มีไนเตรด มีเชื้อรา กินแล้วเป็นนั่นเป็นนี่ ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เขาทำฟาร์มปิดหรือเปิด ทำโรงเรือนสะอาดไหม แล้วที่เขาปลูกคือเป็นผักอะไร อันนั้นพูดกันตรงๆ ฟาร์มมาตรฐานทั่วไป ไม่มีใครเขาทำให้มันไม่มีมาตรฐานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะปลูกในดินหรือน้ำ มันก็มีไนเตรดเหมือนกัน ถ้ามันมีมากไปมันก็ไม่ดี มันอยู่ที่ว่า เป็นผักอะไรมากกว่า แล้วผักไฮโดรโปนิกส์ของฟาร์ม เอ็มที ไฮโดรโปนิคส์ เราไม่มีการใส่ปุ๋ยเร่ง มี GAP GMP เข้ามาตรวจทุกๆ 6 เดือนอยู่แล้ว แล้วประเทศไทยมันมีแดดส่องทั้งปี มันไม่มีหรอกเชื้อรา จะมาเหมาว่าผักออร์แกนิก หรือผักไฮโดรฯ หรือจะผักอินทรีย์ กินแล้วนั่นนี่ มันไม่ได้ เพราะมาตรฐานแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันแล้ว ที่เขาออกข่าวกันมันเป็นผักอื่นมากกว่า”

หากสนใจสั่งซื้อสินค้า สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.mthydroponics.com หรือ โทรศัพท์ (082) 105-5853 ระหว่างเวลา 08.00-16.00 น.

เผยแพร่ครั้งแรก วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2563

บทความก่อนหน้านี้หั่นราคาสินค้า เพิ่มยอดขาย กลยุทธ์เด็ดร้านค้าปลีก มั่นใจแค่ไหนว่าได้ผลดี?
บทความถัดไปดอยคำ จับมือ สนพ. เปลี่ยนน้ำเสียจากการแปรรูปมะเขือเทศ เป็นก๊าซไบโอมีเทน ใช้แทนก๊าซหุงต้ม