จากต้นไม้หน้าบ้าน สู่ “สครับฟักข้าวรังไหม” ของดีระดับแชมป์ เตรียมวางขายต่างประเทศ

จากต้นไม้หน้าบ้าน สู่ ‘สครับฟักข้าวรังไหม’ ของดีระดับแชมป์ เตรียมวางขายต่างประเทศ

“สครับฟักข้าวรังไหม สำหรับผู้ที่มีผิวหน้ามัน และผิวหน้าแพ้ง่าย” ภายใต้แบรนด์ Cocoon Face Scrub คือ ผลงานของ คุณแมกซ์-นิรันดร์ ปันทะนันท์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเกษตรอินทรีย์บางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ที่ได้รับเลือกให้เป็น โปรดักต์ แชมเปี้ยน 2019 จาก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คุณแมกซ์ได้เล่าแนวคิดการทำ “สครับฟักข้าว” ให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังว่า ก่อนที่จะมาเป็นกลุ่มวิสาหกิจแปรรูปเกษตรอินทรีย์บางกระทุ่ม เดิมทีเขามีสวนเล็กๆ ของพ่อแม่ ชื่อ “สวนป้าแจ๋วเกษตรอินทรีย์” ภายในพื้นที่  3 งาน ซึ่งตั้งใจจะทำตามแบบเกษตรอินทรีย์ ที่มีการเพาะปลูกผักในรูปแบบสวนผสมหลายชนิด เช่น ตะไคร้ กล้วย ผักบุ้ง มะละกอ และข้าวโพด ซึ่งมีราคาค่าผลผลิตไม่สูงนัก และจำเป็นต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางในการซื้อขาย

ผลฟักข้าว

คุณแมกซ์เห็นว่ามีต้น “ฟักข้าว” มาขึ้นอยู่บนต้นไม้หน้าบ้าน จึงเกิดความสนใจและศึกษาสรรพคุณของฟักข้าว ก็พบว่ามีประโยชน์หลากหลาย ตั้งแต่ยอดต้นไปจนถึงราก เช่น ส่วนยอด สามารถนำไปต้มกินน้ำพริกได้ ใบต้นฟักข้าว สามารถเอาไปทำเป็นยาโป๊ แก้อาการปวดเมื่อย ผลนำไปทำเครื่องสำอาง และรากก็เป็นยาฆ่าเห็บเหาได้ ด้วยสรรพคุณที่ยอดเยี่ยมราวกับเป็น “ตู้ยาประจำบ้าน” แถมยังปลูกง่าย แค่มีรั้วให้ต้นที่งอกออกมาได้มีที่ยึดเกาะ ไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ และที่สำคัญคือ ฟักข้าวมีงานวิจัยรองรับมากมายในหลายๆ มหาวิทยาลัย ทั้งไทย และต่างประเทศ

โดยเฉพาะ “เยื่อแดง” ภายในลูกฟักข้าวที่สุกแล้ว มีมูลค่าทางการตลาดสูง สามารถนำไปแปรรูปได้ทั้ง อาหารและเครื่องสำอาง ถือเป็นสินค้าใหม่ในชุมชนที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน เขาจึงผุดไอเดีย นำมาทดลองขยายพันธุ์ปลูกในสวนที่บ้าน เมื่อได้ผลผลิตมาแล้ว ก็นำมาทดลองแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เช่น ซอสฟักข้าว มะม่วงกวนฟักข้าว ถั่วกวนฟักข้าว น้ำฟักข้าว แคปซูลเยื่อแดงฟักข้าว แคปซูลเมล็ดฟักข้าว และโลชั่นฟักข้าว

คุณแมกซ์-นิรันดร์ ปันทะนันท์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเกษตรอินทรีย์บางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก

จากนั้น จึงทดลองจำหน่ายในชุมชน ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับที่ดี แต่ไม่สามารถผลิตเพื่อขายได้อย่างต่อเนื่องทั้งปี คุณแมกซ์จึงคิดค้นวิธีการสกัดเยื่อแดงฟักข้าว เพื่อนำมาแปรรูปเป็นสบู่ฟักข้าว ปรากฏว่าผลผลิตฟักข้าวที่มีนั้นเพียงพอต่อการผลิตสบู่เพื่อจำหน่ายได้ทั้งปีพอดิบพอดี จึงได้นำมาต่อยอดคิดค้นเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “สครับฟักข้าว”

ต่อมา คุณแมกซ์มีความคิดอยากที่จะพัฒนาสินค้าอย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น จึงเข้าไปขอคำปรึกษาจากศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลย์สงคราม และได้รับคำแนะนำเรื่องการแปรรูปฟักข้าวเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งเรียนรู้การทำแผนธุรกิจ และพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ “สครับฟักข้าว” จน 1 ปีต่อมา ก็มีการรวมกลุ่มกันระหว่างเกษตรกรในชุมชนตำบลโคกสลุด อำเภอบางกระทุ่ม เกิดเป็นการเผยแพร่การทำการเกษตรอินทรีย์ สอดคล้องกับแนวคิดของสวนป้าแจ๋วเกษตรอินทรีย์มากขึ้น และมีการตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเกษตรอินทรีย์บางกระทุ่ม เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับชุมชน รวมทั้งมีการเปิดรับเกษตรกรผู้สนใจ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกฟักข้าวเพื่อขยายกำลังการผลิต ซึ่งทำให้คุณแมกซ์สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์จากฟักข้าวได้หลากหลายยิ่งขึ้น

สบู่ฟักข้าว

จากนั้นเขาจึงได้เข้าร่วมโครงการ Excellence Center ที่จัดโดย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ สสว.พิษณุโลก จนได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทน 1 ใน 5 ทีม จาก 400 ผู้ประกอบการ เพื่อเข้าคัดเลือก Product Champion ใน “โครงการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยใช้ผลิตภัณฑ์ “สครับฟักข้าว” เชื่อมโยงกับ “โครงการ 1 ครอบครัว 1 วา 1 ตู้ยาหน้าบ้าน” และได้รับรางวัลชนะเลิศเป็น Product Champion ในที่สุด

“ผมใช้ปรัชญา Lean (ลีน) คือ การทำน้อยแต่ได้มาก เป็นการที่ปลูกฟักข้าวในพื้นที่ที่น้อย แต่เมื่อผลผลิตออกมาแล้วนำไปแปรรูป ทำให้ได้มูลค่าสูง เป็นการกระจายการปลูกฟักข้าวออกไปให้กับผู้รวมกลุ่ม โดยบอกเขาว่า ให้ปลูกฟักข้าวเป็นพื้นที่เล็กๆ ก็ได้ ปลูกแล้วกินผลมัน หากเหลือแล้วค่อยนำมาขายให้ผม ซึ่งผมก็จะเอาฟักข้าวที่ได้มา ไปพัฒนาเป็นสินค้าอย่างเป็นขั้นตอน โดยนำไปผลิตเป็นสบู่ล้างหน้าธรรมดาก่อน ซึ่งสบู่ล้างหน้ามีขนาดใหญ่พกพาไม่สะดวก ก็นำไปพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง โดยนำมาชุบกับรังไหมสีทอง ที่มีการค้นพบว่า รังไหมสีทองมีคุณประโยชน์มากมาย ในเรื่องของการดูแลผิวโดยที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง และยังใช้สครับหน้าได้อีกด้วย แต่รังไหมสีทองมีขนาดเล็ก ทำให้ใช้สครับไม่ค่อยสะดวก จึงมีการนำสารสกัดจากรังไหมสีทอง มาผสมกับฟักข้าว และเคลือบบนรังไหมสีขาวที่มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม พอผลิตออกมาแล้ว ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี ปัจจุบันได้ทดลองวางขายสินค้าที่โรงพยาบาลบางกระทุ่ม ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่อยู่ครับ” คุณแมกซ์ กล่าว

 

สครับฟักข้าวรังไหม

อย่างไรก็ดี ประสบการณ์การเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หน้าใหม่ ก็ไม่ได้เดินบนเส้นทางที่สวยงาม คุณแมกซ์กล่าวว่า เขาเคยประสบกับปัญหาเรื่องการตลาด เฉกเช่นเดียวกับผู้ประกอบการหน้าใหม่เช่นกัน  โดยเริ่มแรกผลิตภัณฑ์ของเขายังไม่เป็นที่รู้จักของตลาด จึงต้องผลักดันสร้างกลุ่ม และเข้าร่วมอบรมกับหน่วยงานราชการเพื่อนำสินค้าไปโชว์ รวมถึงทดลองแจกให้ผู้บริโภคทดลองใช้ ตามแนวคิด Gift แล้วค่อย Take นั่นเอง

“ปัญหาที่ผมประสบเวลาออกบู๊ธคือ ลูกค้าจะพุ่งไปที่ของกินก่อน พวกเวชสำอางอะไรพวกนี้ เขาก็จะแค่เดินดูแล้วไม่ซื้อ วิธีการทำของผมคือ เราต้องแจกสินค้าให้ผู้ประกอบการในงานได้ลองใช้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเขาได้ลองแล้วก็มักจะกลับมาซื้อสินค้ากันเกือบทั้งหมด ซึ่งผมก็ได้ออร์เดอร์จากการให้ลองใช้นี่แหละครับ ซึ่งเคสนั้น เขาทำธุรกิจเวชสำอางอยู่แล้ว ปัจจุบันผมก็ได้ยอดผลิตสบู่เดือนละหมื่นก้อนมาจากเขา ซึ่งถ้าผลิตภัณฑ์เราดีจริง อย่างไรแล้วก็ขายได้ สินค้าเรามีคุณภาพ ผลิตด้วยวิธีแฮนด์เมด อยู่ในมาตรฐาน อย. ผ่านการตรวจคุณภาพมาแล้วทุกชิ้น เราจึงกล้าผลิตกล้าแจก” ประธานกลุ่มคนเดิม กล่าว

ในอนาคต สครับฟักข้าวรังไหม สำหรับผู้มีผิวหน้ามัน และผิวหน้าแพ้ง่าย กำลังอยู่ในขั้นตอนการดีลกับตลาดต่างประเทศ อาทิ แคนาดา สหรัฐอเมริกา โมร็อกโก และลาว เพื่อส่งออกไปขาย หากใครสนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สวนป้าแจ๋ว เกษตรอินทรีย์ – บางกระทุ่ม พิษณุโลก

///////////////////

บทความก่อนหน้านี้5 พันธมิตรเกษตร ผนึกกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล
บทความถัดไปธนาคารกรุงเทพ ผ่อนปรน – ลดดอกเบี้ย ช่วยลูกค้าที่ประสบอุทกภัย