หม่าล่า “สะโบมั้ย” โดนใจ “สายเผ็ด” ปั้นยอดขายงามข้ามปี เดือนหนึ่งเป็นล้าน

สะโบมั้ย
สะโบมั้ย

หม่าล่า “สะโบมั้ย”  โดนใจ “สายเผ็ด” ปั้นยอดขายงามข้ามปี เดือนหนึ่งเป็นล้าน

…….

“ฮอตฮิต-ติดชาร์ต” ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง จนได้รับการโหวตมติเป็นเอกฉันท์ ยกให้เป็นกิจการมาแรงแห่งปี

สำหรับ “หม่าล่า” สตรีตฟู้ด สายพันธุ์ต่างชาติ ซึ่งแผ่ขยายความนิยมมายังบ้านเรา ราว 4-5 ปีก่อน ว่ากันว่า อาหารเสียบไม้ปิ้งย่าง รสเผ็ดชา ชื่อเรียกแปลกหูดังว่า มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่มณฑลเสฉวน ของจีน ก่อนจะข้ามน้ำข้ามทะเลมา เปิดตัวที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

หากความนิยมถึงขั้นขีดสุด เกิดขึ้นเมื่อมีคนนำไปเปิดขายที่จังหวัดเชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งได้รับการกล่าวยกให้เป็น “มหานครแห่งอาหารปิ้งย่าง”

“หม่าล่า เป็นอาหารรสชาติแปลกใหม่ แถมยังเหมาะทานเป็นกับแกล้ม จึงไม่แปลกอะไรที่หม่าล่าจะฮิตระเบิดขนาดนี้”

ชาวเน็ตท่านหนึ่ง วิเคราะห์ไว้บนกระดานความเห็นบนโลกออนไลน์ ก่อนจะมีความเห็นเสริมในเรื่องเดียวกัน วิเคราะห์ไว้น่าสนใจ

“เรื่องฮิตหม่าล่า คิดว่าเป็นเทรนด์มากกว่า บ้านเราฮิตอะไรกันง่าย เดี๋ยวก็ล้มหายตายจากไป ถ้าของใหม่มา”

แม้มีหลายเสียงค่อนข้างเห็นคล้อยตาม เกี่ยวกับความคิดข้างต้น ทั้งยังมีหลักฐานปรากฏ เมื่อ พ.ศ. ที่ผ่านมา บรรดา ร้าน “หม่าล่า” น้อยใหญ่นั้น ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จ มีลูกค้าอุดหนุนเหนียวแน่น และก็มีจำนวนมากเหมือนกัน ที่เปิดขายได้ไม่กี่เดือน มีอันต้อง “พับโต๊ะ” เก็บของกลับบ้าน

 แต่ถ้าถามถึง ร้านในกรุงเทพฯ ที่ยังเปิดกิจการต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าจะโบกมือลาวงการ “หม่าล่า” ไปง่ายๆ แล้วล่ะก็

“หม่าล่า สะโบมั้ย” ขวัญใจวัยรุ่น-คนทำงาน เปิดมานานราวปีเศษ ที่ตั้งอยู่ในซอยรัชดาภิเษก 32 น่าจะเป็นแบรนด์ดังลำดับต้นๆ ที่หลายคนนึกออก

“สำหรับลูกค้าที่มาใหม่ เชิญหยิบอาหารได้ตามใจใส่ถังเหล็ก ก่อนนำมาชำระเงินที่แคชเชียร์ ก่อนนำไปวางบนเตาเลยนะครับ”

เสียงชายหนุ่ม บุคลิกทะมัดทะแมง ประกาศผ่านไมค์ลอย แนะนำรูปแบบการให้บริการของทางร้าน สร้างบรรยากาศความเป็นกันเองได้เป็นอย่างดี

หลังภารกิจช่วงหัวค่ำผ่านพ้นไป เจ้าของร้านหน้าตาดี กุลีกุจอมานั่งพูดคุยกันตามนัดหมาย ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“คำว่า สะ-โบ-มั้ย ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ เป็นชื่อแก๊งมอเตอร์ไซค์ของ พี่บอล-ภราดร ศรีชาพันธุ์ แล้วผมเคยทำงานเป็นผู้จัดการร้านคาร์แคร์ให้พี่เขา เลยได้ชื่อ จี๋ สะโบมั้ย ตั้งแต่นั้นมา”

คุณจี๋ เจ้าของกิจการ “หม่าล่า สะโบมั้ย”

 คุณจี๋-เอกพงศ์ ศรีนรศักดิ์ศิลป์ หุ้นส่วนคนสำคัญกิจการ “หม่าล่า สะโบมั้ย” ให้ข้อมูลทักทายมาอย่างนั้นก่อนย้อนประวัติส่วนตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นคนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จบมัธยมปลายที่โรงเรียนบ้านเกิด ก่อนไปศึกษาต่อชั้นปีที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรียนได้ปีกว่าตัดสินใจดร็อป ก่อนออกมาทำงานกับบริษัทออร์แกไนซ์ รับจัดอีเว้นต์ทั่วประเทศ ได้ค่าแรงวันละ 500 บ้าง 1,000 บาทบ้าง

“ผมชอบทำงานหาเงิน ทำมาแล้วหลายอย่าง ไม่เกี่ยงงานอะไรได้เงินผมทำหมด ขอให้สุจริตก็พอ อาชีพที่บ้านค้าขาย เลยตั้งเป้าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ไม่คิดเหมือนกันจะมาทางอาหาร” คุณจี๋ เล่ายิ้มๆ และว่า อาชีพที่ทำมาแล้วหลายอย่างของเขานั้น มีตั้งแต่รับแสดงโชว์มายากล ขายหลังคา ทำคาร์แคร์ ต่อฟู้ดทรัก ขายมอเตอร์ไซค์มือสอง และล่าสุด เปิดร้านขายหม่าล่า-สะโบมั้ย

“ทุกอาชีพที่ทำ มีการลองผิด ลองถูก มาตลอด ผมเป็นคนไม่มีความรู้แต่มีความอยากจะทำ และกล้าทำ นี่คือ จุดเปลี่ยนในชีวิต เพราะถ้ายังอยู่กับสิ่งเดิมๆ ไม่กล้าทำอะไร ไม่มองเห็นโอกาส ก็คงอยู่ที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” คุณจี๋ บอกจริงจังอย่างนั้น

เมื่อถามถึงจุดเริ่มที่เข้ามาทำธุรกิจอาหารอินเทรนด์ อย่าง “หม่าล่า” คุณจี๋ เล่าให้ฟัง ย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นกรุงเทพฯ ยังไม่รู้จัก เชียงใหม่ยังไม่มีขาย เขาเคยไปกิน “หม่าล่า” 1 ไม้ ที่อำเภอแม่สาย แล้วเกิดอาการไอแถมเจ็บคอ อาจเป็นเพราะรสชาติที่เค็มและใส่ผงชูรสมากเกินไป

เว้นวรรคกับอาหารชนิดดังว่าไปหลายปี กระทั่งมีโอกาสได้ทานอีกครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่ ขายกันไม้ละ 5 บาท ปรากฏเขากับเพื่อน 2 คน ทาน “หม่าล่า” รวมกันไปทั้งหมด 100 กว่าไม้ หลังจากนั้นมุมมองที่มีต่ออาหารริมทางดังว่า เปลี่ยนไปทันที

“ตอนแรกๆ ผมไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะรสชาติไม่ถูกปาก แต่พอได้ไปทานที่เชียงใหม่ ผมกลับมองว่าหม่าล่านี้ มีเสน่ห์ สามารถกินไป คุยไป ดื่มไป กินเท่าไหร่ ก็ไม่อิ่ม น่ามาทำขายที่กรุงเทพฯ จังเลย” คุณจี๋ เผยถึงจุดเริ่มต้น

 ก่อนเล่าต่อว่า ความคิดอยากเปิดขาย “หม่าล่า” ที่เมืองหลวง ยังไม่ถูกแปรออกมาเป็นรูปธรรม เพียงแต่ถูก “ทดไว้ในใจ” เท่านั้น กระทั่งถึงวันที่เขาเข้าพิธีแต่งงานที่เชียงใหม่ มีเพื่อนสมัยมัธยมคนสนิทอย่าง “กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่” มาช่วยงานแบบเต็มที่ เลยเกิดความคิด ถ้าจะเริ่มต้นทำธุรกิจอีกสักตัว ชวนเพื่อนซี้คนนี้มาร่วมลงทุนดีกว่า

“เราชอบกินเหมือนกัน พอชวนมาลงทุน กอล์ฟ บอกเอาเลย พอดีผมมีหน้าบ้านอยู่ในซอยรัชดาฯ เลยนำฟู้ดทรักมาจอดขายหม่าล่าหน้าบ้าน ตั้งโต๊ะพับเล็กๆ 4 ตัว คิดไว้ วันหนึ่งขายได้ 200-300 ไม้ ก็น่าจะพออยู่ได้แล้ว” คุณจี๋ บอกความตั้งใจครั้งนั้น

และเผยให้ฟัง ธุรกิจ “หม่าล่า สะโบมั้ย” ของเขานี้ มี 3 หุ้นหลัก คือ ตัวเขา ภรรยา และ “กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่” ลงทุนกันคนละ 29,000 บาท ขายอยู่บนฟู้ดทรักนานเกือบปี ลูกค้าเข้ามาอุดหนุนมากเกินคาด จึงตัดสินใจเช่าที่ข้างบ้านตั้งโต๊ะเพิ่ม ก็ยังไม่พอรองรับความต้องการ

ประกอบกับเวลานั้นซอยรัชดาภิเษก 32 ถูกใช้เป็นเส้นทางลัด ช่วงแยกรัชโยธิน ที่กำลังทำอุโมงค์ลอด ทางเจ้าหน้าที่จึงไม่อนุญาตให้มีการจอดรถริมถนน เขาจึงต้องปรับกลยุทธ์ และหาทำเลค้าขายกันใหม่

“ที่ตั้งร้านใหม่นี้ เป็นร้านเช่าที่ผมเคยทำคาร์แคร์ โครงสร้างทั้งหมด ผมทำไว้ก่อน แต่ขาดทุน จึงย้ายออกไป คราวนี้กลับมาเปิดขายหม่าล่า ผมยังนึกขำกับตัวเอง จะเจ๊งอีกมั้ย

สรุปร้านหม่าล่า สะโบมั้ย ที่เห็นอยู่นี้ เกิดจากเงินทุนไม่เกิน 90,000 บาท จากหุ้นส่วน 3 คน และสามารถทำมาจนถึงทุกวันนี้ ถือว่าเกินคาด ทำได้ครบปี ไม่เจ๊ง มีแต่จะรุ่งขึ้นเรื่อยๆ” คุณจี๋ เผยก่อนยิ้มกว้าง

มาถึงคำถาม หลายคนวิเคราะห์ไว้ “หม่าล่า” น่าจะเป็นอาหารแฟชั่น เป็นเทรนด์ ที่ขายได้ไม่นาน เจ้าของกิจการหนุ่มวัย 30 เศษ นึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแสดงความเห็นว่า ใครที่ทำธุรกิจเพราะเห็นแค่ว่าเป็นแฟชั่น คุณก็จะได้แฟชั่นกลับไป แต่ถ้านำธุรกิจนั้นไปพัฒนา ไปต่อยอด มันจะไปได้ไกล ยกตัวอย่าง ชาบู ก็ไม่ใช่อาหารของชาติเรา แต่ทำไมหลายคนทำขายแล้วรวย ทำแล้วประสบความสำเร็จได้ เพราะเขาเห็นโอกาส มีสูตร และมีความเฉพาะตัวของร้านตัวเองหรือเปล่า

“ผมมองว่า การทำร้านอาหาร รสชาติต้องมาก่อน ส่วนความเป็นแฟชั่น อยู่ที่เราให้ความสำคัญ ให้ค่ากับมันมากน้อยแค่ไหนมากกว่า ไม่มีใครกินอาหารอย่างเดียวไปตลอดชีวิต ผมไม่เคยกินก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียวตลอดชีวิต แต่การที่เราจะทำให้มันอยู่ในความต้องการของคนกินนานๆ มันอยู่ที่คุณภาพ เมนูที่หลากหลาย โปรโมชั่นที่ต้องคิดออกมาใหม่ตลอด คอนเทนต์ออนไลน์ต้องมีเรื่อยๆ ผสมผสานกัน รสชาติต้องดี คุณภาพต้องไม่ตก แล้วยอดขายจะมา” คุณจี๋ เผยเทคนิคในการทำธุรกิจในแบบของเขา

 นั่งมองบรรยากาศค้าขายภายในร้าน นึกชอบใจรูปแบบบริการ ที่ให้ลูกค้าหยิบไม้หม่าล่าลงในถังเหล็กกันตามสบาย ก่อนถือไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ จากนั้นของสดที่เลือกมาจะทยอยส่งขึ้นเตา ประเด็นนี้ คุณจี๋น้อมรับในคำชม ก่อนเผยที่มาแบบขำๆ

“รูปแบบการบริการในร้านที่เห็นอยู่ตอนนี้คิดเองครับ มีที่มาเพราะช่วงแรก น้องๆ บริการให้ไม่ทันครับ เพราะต้องคอยจดออร์เดอร์ เราทำแบบไม่มีความรู้ ค่อยๆ ทำไป ปรับไป แก้ไปจากมือจด มาเป็นบันทึกผ่านเครื่อง ซึ่งดีต่อการเช็กสต๊อก ซึ่งกว่าจะลงตัว ใช้เวลากว่า 7-8 เดือน ตอนนี้นิ่งแล้ว ไม่เข้าร้านก็ได้ ยอดขายไม่ตก” คุณจี๋ บอกมา

สนทนามาถึงตรงนี้ กระซิบถามถึงยอดขายปัจจุบัน คุณจี๋ เผยแบบไม่ปิดบัง ตกราว 2,000-3,000 ไม้ต่อวัน ยอดขายเดือนหนึ่งตก 7 หลัก กำไรอยู่ที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย

“เรื่องรายได้เดือนเป็นล้านมีที่มาของจุดเปลี่ยนเหมือนกันครับ คือ ก่อนหน้านี้ร้านผมมียอดขายเดือนละ 500,000-600,000 บาท ผมแฮปปี้แล้ว อยู่มาวันหนึ่ง รายการโทรทัศน์สอบถามเข้ามา อยากออกรายการมั้ยช่วงเมนูเงินล้าน ผมถามไปต้องทำยังไง เขาบอกต้องมียอดขาย 1 ล้านบาทต่อเดือน ผมก็ตกใจ ขายไม้ละ 10 บาทเนี่ยนะ จะไปถึงล้านบาทต่อเดือน ซึ่งถ้าคิดแค่นั้น ตอนนี้คงไปไม่ถึงไหน

ผมเลยกลับไปคิด แล้วคุยกับกอล์ฟ เฮ้ย! เราจะทำได้จริงหรือ แล้วนำโจทย์มาแก้ปัญหาก่อน จากนั้น ปรับกลยุทธ์ เพิ่มเมนู เพิ่มบริการดีลิเวอรี่ ฯลฯ หลังจากนั้นเพจดังๆ เข้ามาเขียนถึงเพิ่มขึ้น จนลูกค้าเยอะถึงทุกวันนี้” คุณจี๋ บอกยิ้มๆ

ก่อนระบายความรู้สึก ที่ผ่านมามีบางคนบอก ร้านขายดี เพราะเอารูปคนดังที่เป็นหุ้นส่วน อย่าง “กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่” มาแขวนให้ลูกค้าเข้ามากินหรือเปล่า ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นจริงๆ ลูกค้าคงมาได้แค่ครั้งเดียว ลูกค้าไม่เดินกลับมาหรอก ถ้าอาหารของเราไม่อร่อย

“เราช่วยกันทำทุกอย่าง ทุกคนทำงานหนักมาก ประชุมกันทุกเดือน อะไรดี ไม่ดี อะไรควรปรับปรุง ล่าสุด เรากำลังมองหาทำเลเปิดสาขา 2 แล้วครับ แต่จะทำสาขาของตัวเองก่อน ว่ามีปัญหาการส่งของมั้ย คุณภาพตกมั้ย และต่อไปอาจไปถึงขั้นเปิดเป็นแฟรนไชส์” คุณจี๋ เผยถึงแผนธุรกิจที่วางไว้

 คุยไป ชิมไป หมดไปนับสิบไม้ จึงถามไถ่ถึงจุดเด่นของ “หม่าล่า สะโบมั้ย” คุณจี๋ ตอบทันควัน

“รสชาติครับ หม่าล่าดั้งเดิม ไม่ใช่รสชาติแบบนี้ครับ แต่ของเรามาดัดแปลงครับ ของดั้งเดิม ค่อนข้างเค็ม และผงชูรสเยอะ ของเราตัดผงชูรสออกครับ เพราะคนไทยให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น”

เจ้าของกิจการท่านเดิม บอกอีกว่า “หม่าล่า สะโบมั้ย” มีเอกลักษณ์ ทั้งรสชาติ และบริการ เป็นร้านประเภทสตรีตฟู้ด ลูกค้าเข้ามาทานได้ง่าย 50 บาท 100 บาท ก็ทานได้ แล้วจะสนุกกับการทาน ทานไปคุยไป ประชุมไปได้

“ของสด เนื้อสัตว์ ผัก เราคัดที่รสชาติอร่อยจริงๆ ช่วงแรกๆ เริ่มร้าน มีแค่ 7-8 เมนู แต่ตอนนี้ มี 40-50 เมนู น้ำมันที่ทาใช้น้ำมันงา จะหอม ซึ่งราคาสูงมาก แกลลอนหนึ่งเกือบ 1,000 บาท แต่ยอมลงทุน เพื่อให้ได้รสชาติดีที่สุด เนื้อวัว ใช้สันนอก กิโลละ 400 กว่าบาท มาเสียบไม้ ขายไม้ละ 15 บาท หมูกิโลละ 115 บาท เราก็ขายไม้ละ 15 บาท เป็นการขายถัวเฉลี่ย แต่เน้นจำนวน” คุณจี๋ ว่าให้ฟัง

ถามถึงกลุ่มลูกค้าหลัก คู่สนทนาท่านเดิม บอก เป็นคนหนุ่มสาววัยทำงานอายุราว 30 ต้นๆ ส่วนนักเรียน-นักศึกษามีบ้างราว 5-10 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ มีลูกค้าประจำกลุ่มใหญ่ ที่เหนียวแน่น บางคนมาทานแทบทุกวัน แวะก่อนเข้าบ้าน พอลองถามไม่เบื่อหรือ แทบทุกคนบอกไม่เบื่อ บรรยากาศ “ชิลดี”

เมื่อถามถึงอุปสรรคปัญหาในการทำธุรกิจนี้ คุณจี๋ ตอบกลับทันที

“พนักงานครับ เป็นเหมือนกันทุกที่นะผมว่า เพราะถ้าคุณจัดการลูกน้องไม่ได้ วางระบบการทำงานในครัวไม่ได้ หน้าเตาไม่ได้ คุณมีปัญหาแน่นอน ฉะนั้น เจ้าของร้านต้องอยู่ที่ร้านก่อน ดูทุกส่วน แคชเชียร์ ครัว เตา ทุกคนทำหน้าที่แทนกันได้ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้ เด็กล้างจานไม่ใช่ต้องล้างจานตลอด ลูกน้องในร้านประมาณ 10 คน มีพาร์ตไทม์บ้าง ทุกคนทำหน้าที่แทนกันได้หมด ผู้จัดการร้านผม ยังมาจากเด็กเตาเลย เพราะอยากให้ทุกคนมีโอกาสเติบโต”

ขออีกหนึ่งคำถามส่งท้าย คิดว่าอาหารแฟชั่น อย่าง “หม่าล่า” นี้ จะไปต่อได้อีกมั้ยในปี 2562 คุณจี๋ สะโบมั้ย ตอบอย่างมั่นใจ ไปต่อได้แน่นอน เพราะเรามีเป้าหมายในการทำงาน สมมติ วันหนึ่งเราขายได้ 200 ไม้ ไม่หยุดแค่ 200 ไม้ จะเดินหน้า ขาย 400 ขาย 600 ขาย 1,000 ขาย 2,000 พอเต็มที่แล้ว จะขยายสาขา ขยายโรงงาน ขายพริก ส่งขายทั่วประเทศ แล้วก็เปิดแฟรนไชส์

“ทำงานอะไรก็ตาม ขอให้มีเป้าหมายชัดเจน อย่าทำไปวันๆ ไม่งั้นกิจการคุณจะไม่โต” คุณจี๋ ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

“หม่าล่า สะโบมั้ย” ตั้งอยู่ในซอยรัชดาภิเษก 32 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สนใจอุดหนุนหรือสอบถามเส้นทาง ติดต่อ โทรศัพท์ (083) 277-7776 หรือ Facebook/หม่าล่า “สะโบมั้ย”

บทความก่อนหน้านี้ผลสำรวจชี้ 2562 เด็กไทยอยากเป็น “คุณหมอ” มากที่สุด แซง ครู แชมป์เก่า
บทความถัดไปคลังเซ็งแจกอั่งเปาคืนแวต 5% ไม่คึกคัก คาดลงทะเบียนร่วมโครงการแค่แสนราย