ทายาท “เต่าเหยียบโลก” สานต่อธุรกิจรุ่นพ่อ ปัจจุบันขายได้เดือนเป็นแสนขวด

เต่าเหยียบโลก

ของใกล้ตัวบางอย่างที่คุณมองข้าม แท้จริงแล้วอาจเป็นของสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวของเราได้.จากเด็กหนุ่มที่อายการเป็นลูกพ่อค้าขายแป้งสุดเชย เพราะคำชมจากลูกค้า จึงทำให้เกิดความกล้า และมุ่งมั่นพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์เหยียบเต่าที่สร้างความมั่นใจให้กับคนไทย ขายสินค้าปีละ 2.6 ล้านชิ้น ยอดขาย 109 ล้านบาท Taoyeablok เต่าเหยียบโลก #เต่าเหยียบโลก #อายุน้อย100ล้าน #workpoint23 #MushroomTV #MushroomGroup

โพสต์โดย อายุน้อยร้อยล้าน เมื่อ วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2018

จัดเป็นสินค้า “ขายดี” ที่มีวางขายในร้านสะดวกซื้อระดับชาติ มานานนับปีแล้วสำหรับผงแป้งสมุนไพร คุณสมบัติระงับกลิ่นใต้วงแขน ชื่อแบรนด์ชวนอมยิ้ม อย่าง “เต่าเหยียบโลก” แต่ “เส้นทาง” บนธุรกิจสายนี้ ใช่จะมี “ลู่วิ่ง” เรียบเนียน ให้เดินเหินได้อย่างสบายอุรา  ทว่ามีทั้งหลุมบ่อและขวากหนาม คอยเป็นเครื่องทดสอบความอุตสาหะของ “เต่าน้อย” ตัวนี้ อยู่เป็นระยะหากอุปสรรคดังเกริ่นมานั้น ไม่สามารถหยุดยั้งความพยายาม ในการเดิน “ทีละก้าว-ทีละก้าว” จนนำพาตัวเองเข้าสู่ “เส้นชัย” แซง “กระต่าย” บางตัว ที่มัวหลับใหลได้ อย่างสง่างาม

คุณสมชาย จันทิพย์วงษ์ ประธานบริษัท ไทย เฮิร์บ เอนเตอร์ไพรซ์ จำกัด  วัย 61 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์ “เต่าเหยียบโลก” เปิดบ้านพักหลังงามย่านสุขสวัสดิ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 5 ไร่  ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกัน

เริ่มต้นด้วยการย้อนความเป็นมาตั้งแต่วัยเด็ก พื้นเพเป็นคนอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ครอบครัวทำอาชีพปลูกพืชผักสวนครัวเล็กๆ น้อยๆ พวกพริก-มะเขือ-เผือก-มัน  ส่วนการศึกษาในโรงเรียน จบชั้นสูงสุดแค่ประถมฯสี่ ก่อนได้ไปเรียนต่อด้านภาษาจีนกับผู้ใหญ่ในละแวกบ้าน อีกประมาณ 4 ปี

อายุ 16 ปีเศษ  ได้งานทำในตำแหน่ง “เด็กปรุงยา” หรือ พนักงานหยิบยาตามใบสั่งของลูกค้า ประจำร้านขายยาไทย ยาจีน และยาแผนปัจจุบัน ในตัวเมืองนครปฐม ทำอยู่ปีกว่า ตัดสินใจหอบเสื้อผ้าเข้ากรุงเทพฯ มุ่งหน้าหางานทำที่อาจมีรายได้มากขึ้นกว่าเก่า

สุดท้ายได้เข้าทำงานในตำแหน่งเด็กปรุงยาอีกครั้ง ในร้านขายยาจีนแห่งหนึ่ง ย่านวงเวียนใหญ่ คราวนี้ทำอยู่นานกว่ายี่สิบปี  จนเข้าวัยได้ 40 ปีเศษ จำต้องตัดสินใจลาออกมาสร้างธุรกิจของตัวเอง

“ตอนนั้นมีเหตุน้อยใจในที่ทำงาน เลยลาออกมา ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะไปทำมาหากินอะไรต่อ พูดง่ายๆ คือ ตกงานตอนอายุสี่สิบ  ลูกทั้งสามคนก็ยังเล็ก ส่วนภรรยาเปิดร้านเสริมสวยพอมีรายได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ”     คุณสมชาย เล่าเสียงหม่นลง

หลังจาก “วิจัยฝุ่น” อยู่นานกว่าครึ่งปี ยังหันรีหันขวางไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน กระทั่งวันหนึ่งนึกย้อนขึ้นได้ ว่าตัวเองมี “ของดี” บางอย่างอยู่กับตัว

“แป้งทาดับกลิ่นรักแร้นี้ มีต้นแบบที่มาจากลูกค้าสมัยผมทำงานอยู่ร้านขายยา เขาเป็นหัวหน้าพยาบาลคนหนึ่ง มักเอาตำรามาปรุงยาเป็นประจำ ผมถามว่าเอาไปทำอะไร เขาบอกเอาไปทำแป้งทาดับกลิ่นรักแร้ เป็นสูตรโบราณสมัยอากงอาม่า สืบทอดกันมาผมเลยลองมาปรุงใช้เองบ้าง เพราะสมัยนั้นมีแต่ลูกกลิ้งดับกลิ่นที่พอใช้ไปไม่เท่าไหร่ ใต้วงแขนเสื้อจะติดเป็นคราบเหลืองซักไม่ออก ทำใช้เองอยู่นาน แต่ไม่เคยคิดทำขาย” คุณสมชาย ย้อนให้ฟัง

เจ้าของเรื่องราว เล่าต่อถึงจุดเริ่มการทำมาค้าขายในแบบของเขาว่า หลังจากปรุงแป้งทาระงับกลิ่นและเหงื่อใต้รักแร้ ออกมาแล้ว จึงนำไปบรรจุในถุงซิปปริมาณราว 20 กรัม ปิดกระดาษบอกสรรพคุณทำจากสมุนไพร ล้วนๆ ไม่เหนียว ไม่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ทาวันละหนึ่งครั้งหลังอาบน้ำตอนเช้า มั่นใจตลอดวัน

ก่อนตั้งชื่อยี่ห้อให้เรียกกันง่ายๆ ว่า “จับเต่า” พร้อมใช้โลโก้ ที่คิดค้นออกมาจากมันสมองของตัวเอง วาดเป็นสัญลักษณ์ เต่าตัวโตเหยียบย่ำอยู่บนลูกโลก ตั้งราคาขายถุงละ 20 บาท

เมื่อถามถึงที่มาของตรายี่ห้อ เจ้าของไอเดีย บอกด้วยเสียงดังฟังชัดแบบอารมณ์ดี

“นึกถึงประสบการณ์สมัยทำงานอยู่ร้านขายยา ช่วงนั้นคนไม่ค่อยรู้หนังสือ ถ้าจะซื้อยาอะไร จะเรียกหาตรายี่ห้อ อย่าง ยาอมตะขาบ ยาธาตุกระต่าย ฯลฯ  คือ ต้องมีสัญลักษณ์อะไรสักอย่างให้พวกเขาเรียกง่ายๆ เลยนำเทคนิคนี้มาใช้

และที่เลือกใช้เต่า เพราะเห็นว่าเป็นสินค้าที่ใช้ทารักแร้ดับกลิ่นเต่า  และเต่า เป็นสัตว์มงคล ความหมายดี ถึงแม้จะเดินช้าแต่ก็มั่นคง และที่ให้เต่าไปเหยียบโลกนั้น เพราะหวังให้สินค้าของเราส่งไปขายได้ทั่วโลก”

ได้สินค้า ได้ตรายี่ห้อ ได้แพ็กเกจจิ้ง พร้อมแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องทำต่อ คงหนีไม่พ้น การหาหน้าร้านวางขาย ซึ่งบอกเลยไม่ใช่งานง่ายแต่อย่างใด ประเด็นนี้ มีเรื่องจากคุณสมชาย เล่ามาว่า เริ่มต้นจากวางขายในร้านเสริมสวยของภรรยาเขาเอง โดยวางไว้ในตำแหน่งที่ลูกค้าเห็นไม่ยาก คือ หน้ากระจก

“ตอนนั้นคิดเอาเอง ถ้าวางในร้านเสริมสวยสักร้อยแห่ง ขายได้แค่วันละหนึ่งขวด กำไรขวดละ 5 บาท ก็มีกำไรวันละ 500 บาทแล้ว และถ้าได้วางขายถึงหนึ่งพันร้าน รายรับคงดีไม่น้อย” คุณสมชาย เล่ายิ้มๆ

ก่อนบอกอีกว่า ธุรกิจของเขา เริ่มต้นในราวปี 2539 ด้วยเงินทุนไม่เกินสองหมื่นบาท เป็นค่าเครื่องโม่และเครื่องร่อน ส่วนสถานที่ผลิตใช้พื้นที่หลังร้านเสริมสวย มีแรงงานช่วยกันผลิตเพียงสามคน คือ ตัวเขา ภรรยา และลูกจ้างอีกหนึ่งคน  

“ธุรกิจนี้ เริ่มต้นจากศูนย์ ผมขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงปี๊บใส่ของไปใบหนึ่ง ตระเวนแนะนำสินค้า เพื่อฝากขายตามร้านเสริมสวยทุกตรอกซอกซอยทั่วกรุง เข้าไปแนะนำตัวก่อนเลย สวัสดีครับ ผมเป็นเภสัชกรแผนโบราณ ขอเอาแป้งทารักแร้ตัวหนึ่งมาวางให้ช่วยขาย ไม่มีการเก็บตังค์ ไม่ต้องเซ็นรับ ยื่นเงื่อนไขกันขนาดนี้ ทำยังไงก็ได้ให้เขารับของเราไปขาย” คุณสมชาย เล่า น้ำเสียงร่าเริง

คุณสมชาย ยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในช่วงแรก เป็นไปแบบ “ลองผิด ลองถูก” เพราะการทำใช้เอง กับทำขายนั้น มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง  อย่าง ลูกค้าบางรายติงมา เปิดใช้แล้วไม่นานแป้งจับเป็นก้อน  เลยต้องมีการปรับสูตรส่วนผสมบางตัวอยู่เป็นระยะ กว่าจะลงตัวออกมาอย่างที่ขายในปัจจุบัน

วางขายในร้านเสริมสวยได้พักใหญ่ ลูกค้าเริ่มพูดถึงถามหากันหลายราย คุณสมชาย จึงสามารถเพิ่มช่องทางจำหน่าย ผลักดันสินค้าของเขาเข้าไปขายในร้านขายส่งอุปกรณ์เสริมสวยได้อีกทางหนึ่ง

แต่อุปสรรคขัดข้องก็ตามมา ชนิดไม่ได้คิดตั้งรับไว้ก่อนเหมือนกัน

“ยอดขายในร้านขายส่ง ไม่ค่อยขยับ เลยเข้าไปสอบถามร้านค้าว่ามีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไข ได้คำตอบกลับมาว่า ลูกค้าไม่กล้าบอกชื่อว่ามาซื้อจับเต่า หลายคนเลี่ยงบอกว่ามาซื้อเต่าเหยียบโลก ซึ่งเป็นโลโก้ของเราแทน” คุณสมชาย เล่าก่อนหัวเราะร่วน

หลังจากทราบปฏิกิริยาของลูกค้ากลับมาอย่างนั้น เจ้าของผลิตภัณฑ์ จึงต้องกลับมาครุ่นคิด หาทางแก้ไข กระทั่งได้ข้อสรุป ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ว่าแป้ง JT (เจที) อักษรย่อของคำว่า จับเต่า  แต่จนแล้วจนรอดลูกค้าก็ไม่ชินปาก ยังติดคำว่า เต่าเหยียบโลก มากกว่า

เจ้าของเรื่องราว เล่าด้วยว่า ยอดขายสินค้าของเขาในอดีต สูงสุดอยู่ที่หลักพันขวดต่อเดือน เป็นการซื้อใช้กันแบบปากต่อปาก ญาติซื้อไปฝากแล้วติดใจมาสั่งซื้อเอง มีมาจากทั่วสารทิศ จังหวัดไกลๆ อย่าง ชายแดนใต้ก็มีสั่งซื้อเข้ามา

จนเมื่อราวปี 2552 มีลูกค้าท่านหนึ่ง เข้าไปโพสต์ไว้ในเว็บไซต์ดัง ระบุ ใช้แล้วได้ผลดีจริง กลิ่นเหม็นขนาดช้างตายก็เอาอยู่  แถมราคาไม่แพง  ส่งผลให้ เต่าเหยียบโลก กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพียงชั่วข้ามคืน

หลังจากนั้นไม่นาน มีหนังสือพิมพ์รายวันมาขอสัมภาษณ์ เมื่อเรื่องราวของผลิตภัณฑ์เผยแพร่ออกไป  ทำให้ เซเว่นอีเลฟเว่น ติดต่อเข้ามา แต่เนื่องจากยังไม่มีความพร้อมเรื่องบุคลากร เพราะลูกๆ ยังเรียนหนังสือไม่จบปริญญาตรี จึงยังไม่ส่ง เต่าเหยียบโลก เข้าไปขาย

พอถึงปี 2557 มีความพร้อม ลูกทั้งสามคน สามารถลงมาช่วยงาน ทั้งด้านการตลาด บัญชี และด้านวางแผนกลยุทธ์ จึงเข้าไปเจรจากับทางเซเว่นฯ อีกครั้ง  กระทั่งนำสินค้าเข้าไปขายได้ในที่สุด

“เข้าเซเว่นฯ ช่วงแรกยอมรับว่ายอดขายไม่ดีเท่าไหร่ แต่พอลูกค้าได้ลองใช้ ใช้เวลาไม่นาน ออร์เดอร์เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ปัจจุบัน ลงสินค้าในเซเว่นฯ ทั่วประเทศ 5 พันสาขา และห้างโมเดิร์นเทรด อีกหลายแบรนด์ ยอดขายปัจจุบันตกราว 120,000 ขวดต่อเดือน” คุณสมชาย เผยข้อมูล

ปัจจุบันกิจการที่ผู้พ่อปั้นมากับมือรายนี้ กำลังถูกส่งต่อให้กับเจนฯ สอง ทั้งสามคน โดยลูกชายคนโตในวัย 28 ปี  อย่าง คุณนพวิทย์ จันทิพย์วงษ์ ซึ่งรับหน้าที่ดูแลด้านการตลาด  กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  เบื้องต้นคิดว่า ถ้ายังใช้แบรนด์ เต่าเหยียบโลก ต่อไป อาจเติบโตได้ยาก เพราะชื่อแบรนด์อาจไม่ทันสมัย ไม่โดนใจคนรุ่นใหม่ น่าจะทำแบรนด์ใหม่  ใส่ชื่อให้ดูสากล ปรับแพ็กเกจให้สวยกว่าเดิม แต่พอลองทำกลับไม่ดีอย่างที่คิด เพราะลูกค้าชื่นชอบในแบบที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้  ส่วน ชื่อแบรนด์ก็ติดตลาดแล้ว แถมราคาขายยังโดนใจลูกค้ากลุ่มตลาดล่าง เพราะไม่แพง

คุณนพวิทย์ จันทิพย์วงษ์

ผู้บริหารรุ่นลูก จึงหารือกัน ไม่ควรไปเปลี่ยนแปลงสินค้าแป้งแบบดั้งเดิม แต่ควรออกสินค้ารุ่นใหม่ กระทั่งออกมาเป็น เต่าเหยียบโลก นิวเจนฯ ประกอบด้วย โรลออน ครีมทาวงแขนขาว และสเปรย์สารส้ม   ยังเน้นไปที่วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่มีแอลกอฮอล์ เจาะลูกค้าตลาดกลาง ที่ไม่ชอบใช้แป้ง

“ตอนแรกคิดว่าลูกค้าที่ใช้แป้ง คือ กลุ่มผู้ใหญ่ แต่ผิดคาด กลับเป็นวัยรุ่น เด็กมหาวิทยาลัย และหนุ่มสาววัยทำงาน ความนิยมเหล่านี้น่าจะมาจากการส่งข้อมูลต่อกันผ่านทางบล็อกเกอร์ ที่ชาวโซเชียลให้ความเชื่อถือหลายๆ คน” คุณนพวิทย์ บอกอย่างนั้น

และว่า ล่าสุดกิจการของครอบครัวจันทิพย์วงษ์ ได้ลงทุนเพิ่มในการปรับปรุงโรงงานผลิต เพื่อให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพีและถูกต้องตามหลักการผลิตสินค้าฮาลาล ตั้งเป้าส่งออก เต่าเหยียบโลก ไปยังประเทศคู่ค้า อย่าง กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ลาว เวียดนาม พม่า และ จีน ในเร็วๆ นี้

ก่อนจบบทสนทนา หันไปสอบถามถึงอุปสรรคในการทำธุรกิจจากคนต้นคิด  ได้ความว่า ที่ผ่านมา มีคนทำสินค้าเลียนแบบเยอะมาก กว่ายี่สิบแบรนด์ แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะต่อมาไม่นาน บรรดาสารพัดเต่าก็ค่อยๆ หายไปจากตลาด และคิดว่าการมีคู่แข่งยิ่งมากยิ่งดี เพราะจะได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ

“เป็นคนความรู้น้อย คิดไม่ถึงจะมีวันนี้ วันที่เต่าเหยียบโลก ทำให้ครอบครัวกินดีอยู่ดีขึ้น จากอยู่บ้านเช่า ค่อยๆขยายมาจนมีบ้าน มีโรงงาน ของตัวเอง  เติบโตโดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน มีลูกน้องกว่าสามสิบคน สามารถสร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้คนได้หลายชีวิต” คุณสมชาย จบบทสนทนาไว้อย่างนั้น

บทความก่อนหน้านี้เสียงแตก-ขึ้นทะเบียนหมาแมว! ผู้ประกอบการ มั่นใจไม่กระทบธุรกิจ ส่วนคนรักสัตว์ยังรับไม่ได้
บทความถัดไปรมต.ไฟเขียว โครงการราชบุรีโมเดล ต้นแบบเกษตร GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย