“หักดิบ” เลิกใช้สารพิษ หันทำสวนทุเรียนอินทรีย์ รายได้ไม่มาก แต่ชีวิตดีขึ้นลิบลับ

 “หักดิบ” เลิกใช้สารพิษ หันทำสวนทุเรียนอินทรีย์ รายได้ไม่มาก แต่ชีวิตดีขึ้นลิบลับ

คุณสมเจตน์  สมวงศ์ วัยเจ็ดสิบ เจ้าของสวนทุเรียน พื้นที่ขนาด 60 ไร่ บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี  ให้สัมภาษณ์ ถึงความเป็นมาและเป็นไปในอาชีพเลี้ยงครอบครัวว่า  สมัยหนุ่มๆ หลังเรียนจบชั้นม.ศ.2 ลาออกจากโรงเรียนมาฝึกวิชาช่างยนต์ ก่อนลงทุนเปิดร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ควบคู่ไปกับการทำนา กระทั่งมาใช้ชีวิตคู่กับคุณเตือนใจ ภรรยา จึงขยับขยายหันมาทำร้านอาหาร

ต่อมาปี 2525 ลงทุนทำบังกะโลบนที่ดินของตัวเองย่านหาดละไม ช่วงนั้นยังเป็นหลังคามุงจาก ราคาเช่าคืนละสามสิบบาท  พอปี 2528 มีฝรั่งเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก นับเป็นปีทองของบังกะโลบนเกาะสมุย ผ่านไปสองปี ราว พ.ศ. 2530  มีเงินเก็บก้อนหนึ่ง จึงนำที่ดินแถวหาดละไม ไปค้ำประกันขอกู้ธนาคาร นำเงินหลายแสนบาท ไปซื้อที่ดินบนเขาราว 60 ไร่ เพื่อทำสวนทุเรียน

คุณสมเจตน์ – คุณเตือนใจ สมวงศ์ สองสามีภรรยา เจ้าของเรื่องราว

“ช่วงเวลานั้น ทุเรียนบนเกาะสมุย ทำรายได้ดีมาก กำไรดีกว่าค้าของเถื่อนอีก เราจึงพากันไปปลูกทุเรียนบ้าง เพราะอยากได้เงิน เราหลงเงิน” คุณเตือนใจ กล่าวเสริมจริงจัง และว่า ปลูกผลไม้เต็มพื้นที่ 60 ไร่เลย แต่โชคดีที่ไม่ได้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ยังมีมังคุด ส้ม กล้วย แซม แต่เน้นไปหนักที่ทุเรียน

นอกจากนี้ สองสามีภรรยา ยังช่วยกันเผยตัวเลขรายได้จากการปลูกทุเรียนในช่วงแรกๆ ว่า ได้เงินจริงๆ ปีหนึ่งได้ตั้ง 4-5 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นทุเรียนส่งออก มีพ่อค้ามาเหมาซื้อถึงสวน ผลผลิตต่อปีตกแล้วประมาณ 80-90 ตัน

และเนื่องจากทุเรียนขายได้ราคาดีมาก พวกเขาจึงต้องบำรุงรักษา “ผลไม้ทำเงิน” บนพื้นที่ตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งฉีดยาสารพัด ทั้งใส่ปุ๋ย แต่ทุกอย่างล้วนเป็นสารเคมีทั้งนั้น

“เวลาฉีดยาแต่ละครั้ง  ลูกเจี๊ยบ-ไก่ป่า ที่อยู่บนเขา นอนตายหงายท้องหมดเลย แต่เรายังไม่ตระหนัก ยังฉีดยาไปเรื่อย” คุณสมเจตน์  เล่าแววตาหม่น

ก่อนเผยต่อ แม้จะได้เงินจากการขายทุเรียน ปีละไม่ต่ำกว่า 4-5 ล้านบาท แต่เงินก็ไม่เหลือเก็บมากนัก เพราะต้องซื้อสารเคมี ซื้อปุ๋ย อีกจิปาถะ ล่วงหน้าไปแล้ว พูดให้เห็นภาพชัดๆ คือ  อาจได้นอนกับเงินล้านสักคืนหนึ่ง พอรุ่งขึ้นต้องรีบไปจ่ายหนี้จ่ายสิน เพราะร้านยา ร้านปุ๋ย เขาให้ซื้อเงินเชื่อมาก่อน

สภาพสวนทุเรียนบางส่วน ในปัจจุบัน พื้นที่เขาบนเกาะสมุย 

ทำสวน “ผลไม้ทำเงิน” บนที่ดิน 60 ไร่ มาต่อเนื่องกว่าสิบปี ผลผลิตเริ่มมีปัญหา สองสามีภรรยา ช่วยกันให้ข้อมูลเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า ช่วงก่อนปี 2554 ต้นทุเรียนไม่ตอบสนองต่อปุ๋ย แม้จะใส่ปุ๋ยของบริษัทอะไรต้นไม้ก็ยังเหลืองอยู่อย่างนั้น ไม่เขียวสักที เลยเครียดและพากันโทษว่าเป็นปุ๋ยปลอม เพราะตอนนั้นมีข่าวปุ๋ยปลอมระบาดมาก

“ความจริงตอนนั้นเริ่มมีความคิดอยากเลิกทำสวนแบบเคมีแล้ว ช่วงปี 2553 จึงหันมาเก็บขยะเปียกตามชุมชนในละแวกอย่างจริงจัง เพราะอยากเลิกใช้สารเคมีในสวนทุเรียน  แต่ยังเลิกไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาทดแทนได้บ้าง” คุณสมเจตน์ บอกอย่างนั้น

ก่อนเล่าต่อ กระทั่งปี 2554 ฝนตกหนักมาก บนภูเขาน้ำไม่ท่วม แต่ทุเรียนของเขาตาย เริ่มมีปัญหาหนักขึ้น แต่พวกเขายังคิดเข้าข้างตัวเอง ไม่ได้โทษตัวเองว่าเป็นตัวทำลาย กลับไปโทษบริษัทขายปุ๋ยว่าขายปุ๋ยปลอมให้เรา เพราะใส่ปุ๋ยแล้ว ทุเรียนไม่เขียว มันยังเหลืองอยู่นั่นแหละ

“เราไม่ตระหนักเลยว่าเป็นตัวทำลาย เพราะเราทำจนดินตาย ดินไม่มีชีวิต พอเขาตรวจดิน ดินไม่มีชีวิตแล้ว ก็เลิกเลยค่ะ เลิกแบบหักดิบเลย คือ เลิกใส่สารเคมี และไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ตั้งแต่นั้น แต่หันมาใส่ปุ๋ยจากขยะเปียกแทน” คุณเตือนใจ ช่วยเล่าน้ำเสียงจริงจัง

คุณสมเจตน์ กับต้นทุเรียนที่เริ่มปลูกใหม่แบบไม่ใช้สารเคมี 

จากวัน “หักดิบ” เลิกทำสวนใช้สารเคมี หันมาทำสวนเกษตรอินทรีย์ ควบคู่กับการปลูกป่า เป็นเวลากว่า 7 ปีล่าสุด  ปรากฏต้นไม้ทุกต้นในสวนของคุณสมเจตน์ นั้นงามมาก โดยเฉพาะทุเรียน ที่ปลูกใหม่เริ่มสวยแล้ว คาดว่าอีกไม่นานน่าจะให้ผลได้

นึกสงสัยสวนเกษตรอินทรีย์ ที่ทำมาได้กว่า 7 ปีนี้ สามารถทำเงินได้ปีละกี่บาท สองสามีภรรยา ช่วยกันบอก  ได้สามล้านอยู่ปีหนึ่ง ล้านกว่าอยู่ปีหนึ่ง หลังจากนั้นมาก็ลด  ลด ลด ลด จนเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ได้สามหมื่น ได้แสนสอง ลดลงเรื่อยๆ ยังไม่ถึงหลักล้าน แต่เงินสามารถอยู่กับครอบครัวของพวกเขานานกว่าหนึ่งคืน

“ทุกวันนี้ เราไม่ทำสวนเป็นธุรกิจ แต่ทำแบบเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเป็นไปได้อยากบอกทุกคนว่า หากไม่ทำสวนแบบสารเคมีแล้วจะไม่เจ็บตัว ไม่เครียด เพราะถ้าขายได้เงินสักสองหมื่น มันก็อยู่กับเราทั้งสองหมื่น และอยู่ได้นานมากกว่าคืนเดียว” สองสามีภรรยา เจ้าของเรื่องราว บอกทิ้งท้าย

 

ขอบคุณภาพประกอบ : ดิ ไอส์แลนด์ การ์เดี้ยน – สำนักข่าวชาวเกาะ

 

เผยแพร่ครั้งแรก 3 พ.ค.2561

บทความก่อนหน้านี้“ใบตองห่อเค้ก” ไอเดียรักษ์โลกของสาวรุ่นใหม่ ช่วยลดขยะแถมได้ใจลูกค้า
บทความถัดไปคำถามน่าคิดจากแม่ค้าออนไลน์ “เศรษฐกิจจะเป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหน?”