พาชม “ซูต้า บิสโทร” โดนใจคนรักสัตว์แปลก

เปิดตัวเป็นทางการได้ไม่นานนี้เอง สำหรับ Zoota Bistro (ซูต้า บิสโทร) คาเฟ่สัตว์เลี้ยงสไตล์แปลกหายาก หรือที่เรียกติดปากกันทั่วไปว่า Exotic Pet (เอ็กโซติค เพ็ท)

สวนสัตว์แปลกติดแอร์แห่งนี้ ตั้งอยู่ภายในบริเวณชั้นจี ของห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซึ่งเจ้าของกิจการ ได้ให้คำนิยามตัวเองไว้ว่า

“ซูต้า บิสโทร เป็นร้านอาหารเครื่องดื่ม เบเกอรี่ขนมหวาน สุดแนว สไตล์ circus พร้อมใกล้ชิดสัตว์แปลกหายาก”

 

 คุณวิ-วิรตี ฤาชุตกุล อายุ 28 ปี ตัวแทนกิจการ สละเวลามาให้ข้อมูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกันเอง เริ่มต้นเล่าให้ฟัง คาเฟ่แห่งนี้ มีหุ้นส่วน 5 ท่าน แต่ละคนมีธุรกิจหลักของตัวเองแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกัน คือ ความชอบและความรักในสัตว์แปลกๆ

ซึ่งตัวเธอเองนั้น มีธุรกิจหลักคือ นำเข้า-เพาะพันธุ์-ขยายพันธุ์ สัตว์แปลกและหายาก มีฟาร์มเพาะพันธุ์          เฟเน็กซ์ฟ็อกซ์ เมียร์แคท และสัตว์เลี้ยงแปลกใหม่อื่นๆ ที่ต่างประเทศนิยมกัน แต่เมืองไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก โดยเป็นผู้จำหน่ายทั้งแบบส่งและปลีก

ฮิปโปจิ๋ว

“ร้านนี้เป็นการรวมตัวคนมีความชอบเหมือนกัน ที่อยากให้มีสถานที่แห่งหนึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้เด็กๆ หรือคนทั่วไป ที่ยังไม่รู้จักเอ็กโซติคเพ็ท ได้รู้จักมากขึ้น มาเรียนรู้ว่าสัตว์แบบไหนบ้างที่เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้จริงๆ อยากให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่าจิงโจ้ ความจริงไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในป่า ต่างประเทศเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้ หรืออย่าง ลิงกระรอก สัตว์เลี้ยงพันธุ์ใหม่ ก็ไม่ได้จับมาจากป่า แต่เรามีฟาร์มเพาะพันธุ์ มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย” คุณวิ อธิบาย

 

ก่อนเผยว่า กว่าร้านจะเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น ลงทุนไปประมาณ 5 ล้านบาท ไม่รวมราคาสัตว์ที่นำมาโชว์ ซึ่งมีหมุนเวียนมากกว่า 100 ชนิด แต่ที่เป็นหลักและได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ นั้น ได้แก่ จิงโจ้แคระ คาปิบาร่า ลิงกระรอก หนูแกสบี้ และ แพรี่ด็อก

“สัตว์ที่เป็นโลโก้ของร้าน คือ คาปิบาร่า หรือหนูพันธุ์ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสัตว์ตระกูลฟันแทะ เมืองไทยหายากมาก เราเป็นผู้นำเข้ามาเป็นเจ้าแรกๆ เจ้าตัวคาปิบาร่านี้มีถิ่นที่อยู่ในอเมริกาใต้ ปัจจุบันในต่างประเทศ อย่างที่สหรัฐอเมริกา มีคนนำมาเลี้ยงแบบสุนัขแล้ว จูงเดิน ตัดเสื้อผ้าให้ใส่แล้ว แต่สำหรับคนไทยอาจยังแปลกใหม่ เลยอยากแนะนำให้รู้จักกัน” เจ้าของกิจการ บอกอย่างนั้น

คาปิบาร่า-หนูยักษ์ โลโก้ประจำร้าน

เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งร้าน คุณวิ บอกว่า ภายในร้านตั้งโต๊ะเก้าอี้ รองรับลูกค้าได้ราว 40-50 ที่นั่ง มีห้องกระจก ขนาดปานกลาง ให้ลูกค้าเข้าไปนั่งเล่นกับสัตว์ได้อย่างใกล้ชิด และใกล้ๆ กับโต๊ะอาหาร ยังมีราง สำหรับให้หนูแก๊สบี้ วิ่งไปมาอีกด้วย

ส่วน “ไฮไลต์” ซึ่งมีที่ซูต้า บิสโทร เป็นแห่งแรกในโลก นั่นคือ “ฮัลโหล แพรี่ด็อก” หรือโดมพลาสติกใส ที่ลูกค้าสามารถให้อาหารแพรี่ด็อกได้แบบใกล้ชิดมาก แต่ไม่ต้องสัมผัสโดนตัวกัน

“ฮัลโหล แพรี่ด็อก มาจากการออกแบบของพวกเรากันเอง และยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ซึ่งเกิดขึ้นจากความคิดตั้งต้น จะทำยังไงจะให้สัตว์ได้อยู่รอบข้างคน แต่ไม่ต้องถึงขนาดไปแตะตัวเค้า เลยทำเป็นโดมใส เพื่อจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น” คุณวิ เล่าให้ฟัง

ฮัลโหล แพรี่ด็อก

ถามถึงการจัดการกับสัตว์ในร้านแต่ละวัน คุณวิ แจงว่า  ก่อนจะนำมาโชว์ สัตว์ทุกตัวจะต้องได้รับการฉีดวัคซีน ครบถ้วน โดยในทุกเช้า พวกมันจะถูกลำเลียงมาจากฟาร์มเพาะ หลังร้านปิดก็ลำเลียงกลับไปพัก รุ่งขึ้นสัตว์ชุดใหม่ถูกลำเลียงมาโชว์แทน หมุนเวียนกันไปอย่างนี้ เพื่อป้องกันปัญหาสัตว์ล้าหรืออ่อนเพลีย สัตว์ทุกตัวไม่ถูกทิ้งไว้ที่ร้าน และในทุกสัปดาห์ สัตวแพทย์จะมาตรวจอาการให้ที่ฟาร์ม

สำหรับทีมงานภายในร้าน ทุกคนจะถูกอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับสัตว์ทุกตัว กระทั่งสามารถอธิบายได้ว่า ตัวนี้ชื่ออะไร มาจากไหน นิสัยใจคอเป็นยังไง โดยสัตว์แต่ละตัว จะมีพี่เลี้ยงประจำตัว เช่น จิงโจ้ จะมีพี่เลี้ยง โดยเฉพาะ เพื่อเรียนรู้นิสัยกันว่าตอนนี้มันอาจไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้ว บางครั้งมีลูกค้าที่เป็นเด็กๆ ไปเล่นกับสัตว์แรงเกินไป ทีมงานก็ต้องคอยบอก

จิ้งโจ้แคระ กับพี่เลี้ยง

“ในห้องกระจกที่ให้ลูกค้าเข้าไปสัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิดนั้น จะมีมุมสัตว์เกิดใหม่มาเซตไว้ให้ลูกค้าดูหมุนเวียนกันไป เช่น เต่าออกไข่ ฮิปโปแคระให้นมลูก ฯลฯ เพราะอยากให้เป็นศูนยการเรียนรู้ตั้งแต่สัตว์ลืมตาดูโลก ทีมงานทุกคนจึงมีความสำคัญมาก จะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายๆ ด้วย” คุณวิ เผยแนวคิด

ด้านเงื่อนไขเข้าเยี่ยมชมสวนสัตว์แปลกแห่งนี้ คุณวิ บอก ไม่มีการเก็บค่าบัตรเข้าชม แต่ขอให้ลูกค้าสั่งอาหารทานในร้าน ตามเมนูที่มีไว้ให้กว่า 100 รายการ โดยทุกจานจะมีคูปองให้ 1 ใบ (ยกเว้นเมนูน้ำเปล่า) ซึ่งคูปองนั้น จะเป็นตั๋วอนุญาตให้เข้าไปเล่นกับสัตว์ในห้องกระจกได้ โดยคูปองใบ/ 1 ท่าน/ 1 รอบ /รอบละ 15 นาที

อย่างไรก็ตาม ที่ผานมาเคยมีลูกค้าขอซื้อสัตว์บางตัวไปเลี้ยง แต่ไม่ขายให้ หากสนใจจริงๆ จึงค่อยแจ้งแหล่งจำหน่ายให้ เหตุผลเพราะอยากให้คาเฟ่แห่งนี้ เป็นศูนย์การเรียนรู้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เป็นสถานที่ให้คนมาเล่นกับสัตว์หรือมาซื้อสัตว์ แต่อยากให้มารู้จัก ว่าแต่ละชนิด กินอะไร อยู่แบบไหน นิสัยเป็นยังไงมากกว่า

เมื่อถามถึงผลตอบรับ ตัวแทนกิจการยิ้มกว้าง ก่อนบอก เพิ่งเปิดได้ไม่นาน แต่ผลตอบรับค่อนข้างน่าพอใจ แม้ยังไม่เริ่มทำการประชาสัมพันธ์อะไร ก็มีลูกค้าวอล์กอินเข้ามาเป็นระยะ กลับมาใช้ซ้ำก็มาก ส่วนใหญ่มากันทั้งครอบครัว และกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว สัดส่วนเป็นคนไทยมากกว่าต่างชาติ

แม้เปิดได้ไม่นาน แต่ทุกกิจการย่อมมีอุปสรรคมาให้ขบคิด ประเด็นนี้ คุณวิ ยอมรับ เรื่องเดียวที่หนักใจ คือ ลูกค้าบางรายยังมีทัศนคติผิดไปจากความเป็นจริงอยู่บ้าง ลูกค้าบางคนยังไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ เอ็กโซติค เพ็ท มากนัก หาว่าเราเอาสัตว์มาจากป่ามาหรือเปล่า เลยต้องพยายามให้ปรับทัศนคติใหม่ว่า สัตว์เหล่านี้ คือสิ่งใหม่ที่ทั่วโลกยอมรับ และอยากให้เด็กไทยได้สัมผัสมากกว่าการไปสวนสัตว์ เพราะการไปสวนสัตว์ไม่มีทางได้จับจิงโจ้ ไม่มีทางได้เข้าใกล้ ลิงแบบใกล้ชิดและไม่มากัด สัตว์พวกนี้สามารถเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้ แตะตัวกันได้

“บางคนก็ตั้งข้อสังเกตใช่สัตว์ป่าหรือเปล่า นี่ผิดกฎหมายหรือเปล่า พวกเขายังไม่เข้าใจว่าสัตว์ทุกตัวที่นำมาโชว์นี้ ผ่านการเพาะพันธุ์และมีใบอนุญาตนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทุกตัวได้รับฉีดวัคซีนถูกต้อง บางตัวมีไมโครชิปฝังอยู่ซะด้วยซ้ำ” คุณวิ ชี้แจงส่งท้าย

“ซูต้า บิสโทร” คาเฟ่สัตว์เลี้ยงแปลกใหม่หายาก ตั้งอยู่ภายในบริเวณชั้นจี ของห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เปิดทุกวัน 10.30-21.30 น.

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์  02-064-7154 หรือ Facebook/ Zoota Bistro at Central Festival Eastville