4 ทศวรรษ “สยามราชธานี” บริหารอย่างไร ให้กลายเป็นธุรกิจเอาต์ซอร์ซพันล้าน!

4 ทศวรรษ “สยามราชธานี” บริหารอย่างไร ให้กลายเป็นธุรกิจเอาต์ซอร์ซพันล้าน!

หากเอ่ยถึงชื่อ “สยามราชธานี” ในวงการธุรกิจเอาต์ซอร์ซ หรือ ธุรกิจจัดหาบุคลากร และรับจ้างเหมาบริการ คงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้ กว่า 4 ทศวรรษ ที่ บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการ มีลูกค้าทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ กว่า 300 ราย สามารถสร้างรายได้เป็นพันล้านบาท และดูเหมือนว่า ธุรกิจจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่หยุดยั้ง ทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้การคุมบังเหียนของ คุณไกร วิมลเฉลา ประธานกรรมการบริหารรุ่นใหญ่ วัย 61 ปี

ดีเอ็นเอพ่อค้า ทำงานจนไม่มีเวลาเรียน

กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย คุณไกรในวัย 61 ปี เริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเองให้เส้นทางเศรษฐีฟังว่า เขามีดีเอ็นเอของการเป็นพ่อค้าตั้งแต่ยังเด็ก เกิดในครอบครัวค้าขายร้านยี่ปั๊ว เริ่มทำงานสมัยเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการเป็นพ่อค้าออกร้านในงานเกษตรแฟร์และอีเว้นต์ต่างๆ

“ผมไปขายของที่งานเกษตรแฟร์เพราะอยากหาเงินไปเที่ยว จำได้ตอนนั้นยืมเงินคุณอามา 40,000 บาท มาเช่าบู๊ธ นำแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าดังที่กำลังจะโละสต๊อกมาวางขาย ยุคนั้นยังไม่มีใครเขาทำกัน วันแรกขายได้แค่พันกว่าบาท งานมี 7 วัน นาทีนั้นคิดแล้วว่าถ้าเป็นแบบนี้คงได้เงินไม่พอจ่ายค่าเช่าแน่ พอวันที่ 2 ขายได้ 3,000 กว่าบาท ดีหน่อยแต่ยังไม่พอ วันที่ 3 ขายได้ 7,000 กว่าบาท เห็นท่าไม่ดี ผมเลยปรับกลยุทธ์เปลี่ยนการวางสินค้า ปรับเปลี่ยนหน้าร้าน เช่าตู้ไมค์เสียงดีมาประกาศเรียกลูกค้า ขอตี่จูเอี้ยะที่บ้านให้ขายดี เชื่อมั้ย! พอวันที่ 4 ขายได้ 20,000-30,000 บาท นอกจากได้ค่าเช่าแล้ว ยังมีเงินเหลือแบ่งให้คนที่มาช่วยงานด้วย” คุณไกร เล่าความหลังสมัยหนุ่มๆ

หลังออกร้านที่งานเกษตรแฟร์ เป็นนักศึกษาปีที่ 4 คุณไกรยังทำงานเรื่อยมา เป็นเซลส์ขายบ้าน ขายยางรถยนต์ เริ่มมีงานประมูลรับเหมาตามองค์กรต่างๆ และไปร่วมทุนกับเพื่อนเปิดบริษัททัวร์ เช่าตึกคุณพ่อเป็นออฟฟิศ ห่ายหายไปจากการเรียนจนคุณพ่อประกาศให้กลับไปเรียน กว่าจะสำเร็จได้ใช้เวลาเรียนรวม 7 ปีครึ่ง

เพราะเป็นคนชอบทำงานและไม่เคยอยู่นิ่ง หลังจบปริญญาตรี คุณไกรได้สานต่องานประมูลธุรกิจรับจ้างเหมาเกี่ยวกับการดูแลสวน หรือจัดภูมิทัศน์ให้กับหน่วยงานต่างๆ แต่แล้ววันดีคืนดีเมื่อคุณพ่อเปิดโรงงานผลิตวุ้นเส้นยี่ห้อ “สายฝน” ขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เขาก็ถูกเรียกตัวไปช่วยบุกเบิกงานด้านการขายที่โรงงานนาน 5 ปี จนประสบความสำเร็จ

 

บุกเบิก “สยามราชธานี” ด้วยพนักงาน 7 คน

หลังช่วยโรงงานวุ้นเส้นของคุณพ่อจนประสบความสำเร็จ คุณไกรเอ่ยปากขอลาออกเพื่อมาสร้างธุรกิจของตัวเอง แม้ตอนแรกคุณพ่อจะไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายก็ยินยอม

คุณไกรเดินหน้าบุกเบิกธุรกิจรับจ้างเหมาอย่างจริงจังภายใต้ชื่อบริษัท “สยามราชธานี” ในปี 2524 เริ่ม​จาก “ธุรกิจให้บริการดูแลภูมิทัศน์หรือจัดสวน” ด้วยการจ้างพนักงานเพียง 7 คน ซึ่งธุรกิจบริการดูแลภูมิทัศน์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. บริการดูแลสวนขนาดใหญ่ 2. บริการออกแบบและจัดสวน และ 3. บริการตัดต้นไม้ใหญ่

“ถึงพนักงานจะน้อยแต่ทุกคนทุ่มเทให้กับงานมากๆ ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน เช่น ปตท. บางจาก และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทำให้สยามราชธานีเป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับ มีฐานลูกค้ากว้างขึ้น และยังขยายฐานลูกค้าเพิ่มในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจได้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การบินไทย การประปานครหลวง การประปาภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น” ผู้บริหารรุ่นใหญ่ เล่า

“ถ้าถามว่าผมมีเคล็ดลับยังไงที่ทำให้ธุรกิจการจัดสวนเติบโตและยังทำรายได้ดีจนถึงปัจจุบัน พูดได้เลยว่า เมื่อลูกค้าให้งานมา ต้องทำให้ลูกค้าประทับใจ คุ้มค่าที่จ้างเรา เพิ่มการบริการให้หลากหลาย พูดง่ายๆ ว่าถ้าเราตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ธุรกิจจะโตขึ้นเอง ที่บริษัทประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้ เพราะเราโชคดีที่มีพนักงานและทีมงานที่เก่ง ผมขอยกเครดิตตรงนี้ให้ครับ

 

ขยายธุรกิจแบบครบวงจร

จากจุดเริ่มต้นแค่ธุรกิจให้บริการดูแลภูมิทัศน์ ปัจจุบันบริษัทได้ขยายธุรกิจ “ให้บริการบริหารจัดการบุคลากร” เริ่มขึ้นในปี 2530 เมื่อ ปตท. (บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)) เปิดประมูลว่าจ้างบริษัทที่ให้บริการเหมาจ้างแรงงานทั่วไปในลักษณะจ้างงานแบบชั่วคราว หรือ เอาต์ซอร์ซ สยามราชธานีจึงมองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าไปแข่งขันประมูลงาน กระทั่งได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินการรับจ้างเหมาแรงงานเป็นครั้งแรก

“ช่วงนั้นธุรกิจรับจ้างเหมาแรงงานมีการแข่งขันต่ำ และเป็นช่วงที่มีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก การจัดหาแรงงานจึงทำได้ง่าย แค่ปิดประกาศรับสมัครตามเสาไฟฟ้าเพียง 2 วันก็มีคนมาสมัครกว่า 300 คน แต่ความต้องการแรงงานในตอนนั้นมีแค่ 100 กว่าคนเท่านั้น ทำให้เราสามารถคัดเลือกแรงงานได้ตามจำนวนและตรงตามคุณสมบัติที่ลูกค้าต้องการ ทำให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานดูแลสวน และการจัดหาบุคลากร และแรงงานทั่วไป”

ด้วยเหตุนี้ทำให้ “สยามราชธานี” สามารถเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 4 ล้านบาท เป็น 80 ล้านบาทได้ในปี 2538 บริษัทยังมองหาโอกาสในการขยายและต่อยอดธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2539 บริษัทขยายธุรกิจไปสู่ “การบริหารจัดการพนักงานช่างเทคนิค” ให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นครั้งแรก และปัจจุบันบริษัทให้บริการบริหารจัดการพนักงานช่างเทคนิคให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 4 สัญญา รวมพนักงานช่างเทคนิคกว่า 5,000 คน

“ปัจจุบันสยามราชธานีทำธุรกิจจ้างเหมาบริการครบวงจรมากว่า 40 ปีแล้ว ในแต่ละปีได้กำไรมาตลอด หลักในการบริหารงานสำหรับผมคือ เป็นทั้งพญาอินทรี และเป็นพญาหนอน ซึ่งการเป็นพญาอินทรีนั้นจะบินขึ้นไปได้สูง บินได้ไกล สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาที่เฉียบคม ส่วนการเป็นพญาหนอนนั้นจะต้องชอนไชไปทุกจุด ต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ส่วนใหญ่แล้วผมมักจะเป็นพญาหนอนได้ดีกว่า ผมจึงขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการเป็นพญาหนอนเป็นหลัก เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าสิ่งเล็กๆ เราทำดีแล้ว พอมารวมกันมันก็ใหญ่ขึ้นได้” คุณไกร กล่าวถึงหลักการทำธุรกิจของเขา

แม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ธุรกิจจำนวนมากต้องปิดกิจการ ส่วนบริษัทที่เหลือรอดก็ปรับตัวลดต้นทุน ลดการจ้างพนักงานประจํา หันมาใช้เอาต์ซอร์ซเพิ่มขึ้น จากวิกฤตนี้เป็นโอกาสให้ “สยามราชธานี” ขยายธุรกิจจ้างเหมาบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น ด้วยการให้ “บริการบริหารจัดการพนักงานงานขับรถยนต์” โดยให้บริการคนขับรถยนต์สำหรับผู้บริหารของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทชั้นนำของประเทศ

“ผมชอบวิกฤตนะ มันมีข้อดี คือ ทำให้ทุกคนเริ่มคิดทบทวนว่าจะลดต้นทุนยังไงให้เงินคล่องตัว ที่สำคัญ คู่แข่งไม่มี ฉะนั้น เวลาผมบริหารธุรกิจอะไร ผมจะเตรียมพร้อมสำหรับการเกิดวิกฤตเสมอ คือคนอื่นไม่มีตังค์ แต่ผมมีตังค์และสามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปได้”

ในปี 2542 สยามราชธานี ยังคงเดินหน้า ขยายบริการจ้างเหมาแรงงานครอบคลุมไปถึง “บริการบริหารจัดการพนักงานสำนักงาน” รวมถึงการก้าวเข้าสู่ธุรกิจการให้ “บริการรถยนต์ให้เช่า” โดยให้บริการทั้ง รถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ และรถตู้

จากกลยุทธ์ในการบริหารงานที่มองเห็นโอกาสทางด้านธุรกิจนี้เอง ทำให้ปัจจุบัน “สยามราชธานี” กลายเป็นบริษัทที่ให้บริการจัดหาบุคลากรชั้นนำของประเทศไทย โดยธุรกิจบริหารจัดการพนักงานขับรถยนต์และพนักงานสำนักงาน ถือเป็นรายได้หลักของบริษัท โดยในช่วงปี 2559-2561 บริษัทได้รับการไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 300 ราย คิดเป็นมูลค่าบริการตามสัญญารวมกว่า 1,900 ล้านบาท

ประธานกรรมการบริหาร แห่งสยามราชธานี ทิ้งท้ายว่า จะไม่หยุดยั้งในการทำธุรกิจต่างๆ ให้เติบโต และมีแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนมาขยายกิจการสร้างการเติบโตต่อไปในอนาคต

 

บทความก่อนหน้านี้“กัญชา” คืบหน้าอีกขั้น! “อนุทิน” เดินหน้าเต็มตัว แต่ไม่วายโดนทวง “นโยบาย 6 ต้น”
บทความถัดไป“ไพ่รูนส์” ทำนายดวงชะตาคนเกิดวันจันทร์ – วันอาทิตย์ สัปดาห์นี้ 1–7 ธ.ค.