ผู้ประกอบการควรรู้ไว้ ! เทรนด์ค้าปลีก 2020 ไฮเทค-ทันใจ-ใส่ใจโซเชียล

ผู้ประกอบการควรรู้ไว้ ! เทรนด์ค้าปลีก 2020  ไฮเทค-ทันใจ-ใส่ใจโซเชียล

ธุรกิจค้าปลีก เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เผชิญความท้าทายจากการเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้การซื้อขายสินค้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

นอกจากอินเตอร์เน็ต จะทำให้เหล่านักช็อปซื้อขายและชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว ก็ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้คน และนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

“แดเนียล นิวแมน” เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเทรนด์ค้าปลีกที่ต้องจับตามองในปี 2563 ซึ่งมีอยู่ 5 เรื่อง

เริ่มจาก

1. เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) หรือความจริงเสริม ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับสินค้าตรงๆ เพื่อความมั่นใจแบบเมื่อก่อน

“โตโยต้า” เป็นตัวอย่างหนึ่งของบริษัทที่เล็งเห็นบทบาทของ AR โดยได้ตั้งโครงการใหม่ที่เปิดให้ผู้สนใจสามารถชมรถตัวอย่างได้โดยไม่ต้องบิดกุญแจขับจริงๆ

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายบริษัทที่นำ AR มาใช้ เช่น ห้าง Target, Lowe รวมไปถึง Amazon อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของสหรัฐ โดยช่วยลดจำนวนสินค้าที่ส่งคืนหลังจากช็อปออนไลน์ มีข้อมูลว่า มูลค่าการค้าออนไลน์น่าจะมีมูลค่าแตะ 5 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2564 ซึ่งประเมินกันว่าสินค้าราว 25 เปอร์เซ็นต์ จะถูกส่งคื หมายความว่า การส่งคืนสินค้าน่าจะลดลงจากการใช้ AR เพราะผู้บริโภคจะมีความเข้าใจสินค้าที่ตัวเองซื้อมากขึ้น ไม่ใช่ถือคติซื้อไปก่อนแล้วค่อยส่งคืนทีหลัง

  1. ส่งด่วนทันใจ ดูตัวอย่างจาก Amazon Prime ที่ทำให้ได้รู้ว่า บรรดานักช็อปไม่อยากจะรอนานถึง 2 วัน จึงจะได้รับสินค้า หลัง Amazon ลองเปลี่ยนระบบจัดส่งฟรีถึงบ้านภายใน 1 วัน ผลการศึกษา พบว่า ผู้บริโภค 88 เปอร์เซ็นต์ ยอมจ่ายเงิน เพื่อแลกกับการส่งสินค้าให้ถึงมือภายในวันเดียว หรือเร็วกว่านั้น

เห็นได้จากแอพพลิเคชั่น จัดส่งสินค้าด่วนทันใจที่ได้รับความนิยมมากขึ้น อย่าง Instacart และ Shipt ซึ่งไม่เพียงช่วยให้การดีลิเวอรี่ของชำทำได้สะดวก แต่ยังตอบสนองความต้องการให้สินค้าส่งถึงบ้านภายใน 2 ชั่วโมงหรือเร็วกว่านั้น ขณะที่ Amazon Prime Air ไปไกลถึงขั้นจัดส่งสินค้าด้วยโดรน ทำให้ถึงมือผู้รับภายใน 30 นาที หรือไม่ถึงด้วยซ้ำ สำหรับร้านค้ารายเล็กๆ ก็มีบริษัทโลจิสติกส์คอยช่วยดีลิเวอรี่สินค้าให้รวดเร็วขึ้น

  1. ทำให้ง่ายและสะท้อนตัวตนของผู้ซื้อ เพราะทุกวันนี้ ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการสินค้าที่รวดเร็ว แต่ยังต้องการเข้าถึงข้อมูลได้แบบทันใจ ทั้งการเข้าเว็บไซต์ เพื่อเปรียบเทียบราคา สไตล์ วันที่สินค้าส่งถึงบ้าน และข้อเสนอแนะต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) มีความสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ เนื่องจากผู้บริโภคจะทิ้งร่องรอยความชอบและสิ่งที่อยากได้เอาไว้

ดังนั้น บริษัทที่เชี่ยวชาญจะสามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ ทั้งจากสื่อสังคมออนไลน์ AI และการที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เชื่อมโยงกันได้ด้วยอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things) เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ง่ายขึ้นและสะท้อนตัวตนของนักช็อปแต่ละคน

 

  1. ซื้อขายสินค้าบนสื่อสังคมออนไลน์ เพราะผู้บริโภคชื่นชอบประสบการณ์ดิจิตอลแบบไร้รอยต่อ ทำให้การช็อปปิ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์เติบโตขึ้นมาก ยกตัวอย่าง ใครๆ ก็มักถ่ายภาพตัวเองเวลาแต่งตัวหล่อสวย เพื่ออัพโหลดขึ้นเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Instagram และ Pinterest จากนั้นคนที่เห็นภาพ แล้วเกิดชอบชุดแบบนี้ ก็คลิกสั่งซื้อได้ ไม่ต้องไปค้นหาตามร้านออนไลน์ให้วุ่นวาย

 

  1. ผสานความจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ ยกตัวอย่างว่าที่เจ้าสาวที่สามารถลองสวมชุดแต่งงานผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง และมองเห็นตัวเองเดินไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเลือกสถานที่แต่งงานในแบบที่ชอบ หรือหนุ่มนักบิดที่เพิ่งซื้อมอเตอร์ไซค์คันใหม่สามารถลองเปลี่ยนเกียร์ เพื่อจะได้รู้ว่าพอเปลี่ยนแล้วให้ความรู้สึกอย่างไร

 

ทั้งหมดนี้ คือ เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกค้าปลีก และผู้ประกอบการควรรู้ไว้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

……………

ที่มาภาพ อินเตอร์เน็ต

บทความก่อนหน้านี้อร่อยไร้เทียมทาน ! “เสี่ยหนู” แนะวิธีทำกับข้าวเตือนความทรงจำ “หมูสับนึ่งปลาเค็ม”
บทความถัดไปอย. แนะ 6 วิธีใช้ “ยาดม” ที่ถูกต้อง อย่ามองข้ามความปลอดภัย