วันเดย์ทริป เยือนบางกอก ชมอาราม ตามรอยมหากวีเอก

วันเดย์ทริป เยือนบางกอก ชมอาราม ตามรอยมหากวีเอก

วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขออาสา พาไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญริมสายน้ำ พร้อมฟังประวัติศาสตร์ ย่านคลองบางกอกน้อย-อ้อมนนท์ ตามรอยสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์กัน โดยได้รับเชิญและเดินทางไปกับ เคทีซี และมี อาจารย์ธานัท ภุมรัช นักประชาสัมพันธ์ กลุ่มงานพัฒนาการท่องเที่ยว สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร จะเป็นผู้ให้ข้อมูลต่างๆ ตลอดทั้งทริป

วัดดุสิดารามวรวิหาร

เริ่มต้นทริปกันที่ วัดดุสิดารามวรวิหาร  พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร อาจารย์ธานัท เล่าว่า เดิมพระอารามหลวงชั้นจรแห่งนี้มีชื่อว่า วัดเสาประโคน โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ได้ทรงสถาปนาขึ้น โดยความหมายของชื่อ วัดเสาประโคน มีที่มาจากความหมายของเสาที่ใช้ปักหลักเขตแดนของบ้านเมือง ซึ่งในอดีตที่แห่งนี้เคยมีเสาประโคนปักอยู่บริเวณใกล้ๆ กับพระอุโบสถ

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ได้ทรงสร้างกุฏิด้านหน้า 1 คณะ หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ เจดีย์ และบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุอื่นๆ ทรงบรรจุพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ ซึ่งเป็นพระเชษฐภคินี ในบริเวณกุฏิที่สร้างใหม่ และพระราชทานนามวัดแห่งนี้ขึ้นใหม่ว่า “วัดดุสิดาราม” นั่นเอง โดยในนิราศภูเขาทอง ที่สุนทรภู่แต่งขึ้นเมื่อครั้งเดินทางผ่านวัดแห่งนี้ไปอยุธยา มีกลอนบทหนึ่งเอ่ยถึงวัดว่า “…ถึงอารามวัดประโคนปัก ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา…” นั่นเอง

โดยพระอุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันจำหลักเป็นรูปเทพพนม และพระนารายณ์ทรงครุฑปิดทอง บานประตูและหน้าต่าง เขียนลายรดนํ้าทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ภายในพระอุโบสถมีพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย โดยมีพระอัครสาวกนั่งพนมมือพับแพนงเชิงอยู่บนแท่นบัวคว่ำบัวหงาย ผินหน้าเข้าหาพระประธานทั้งซ้ายขวาข้างละองค์ จิตรกรรมฝาผนังภายในเป็นภาพเทพชุมนุม เป็นเรื่องทศชาติและพุทธประวัติตอนผจญมาร และตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ ซึ่งเป็นฝีมือของช่างที่มีชื่อเสียงในรัชกาลที่ 3 จนถูกยกย่องกันว่า เป็นจิตรกรรมที่งดงามและยอดเยี่ยมของยุครัตนโกสินทร์

เสร็จจากไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว เคทีซีและอาจารย์ธานัท ก็พาเดินทางต่อไปยัง ชุมชนบ้านบุ ชุมชนเก่าแก่ริมคลองบางกอกน้อย โดยชุมชนแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้าน ”การทำขันลงหิน” งานหัตถกรรมโบราณ ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว โดยมีการเอ่ยถึงในนิราศสุพรรณว่า “…ยลย่านบ้านบุตั้งตีขัน ขุกคิดเคยชมจันทร์แจ่มฟ้า…”  ซึ่งในปัจจุบันมีเพียง “เจียม แสงสัจจา” โรงงานทำขันลงหินของ คุณเมตตา เสลานนท์ เป็นโรงงานแห่งสุดท้ายของประเทศไทย (อ่านเรื่องได้ที่ แห่งเดียวในไทย! “เจียม แสงสัจจา” แหล่งทำขันลงหิน อาชีพเก่าแก่ที่ใกล้สูญหาย) และเหลือช่างเพียง 8 คนเท่านั้น

คุณเมตตา เสลานนท์
ขันลงหิน

ไม่ไกลจากโรงงานนัก เป็น วัดศรีสุดารามวรวิหาร หรือหลายๆ คนอาจจะคุ้นหูกันในชื่อ วัดชีปะขาว วัดโบราณที่มีการเอ่ยถึงในนิราศสุพรรณว่า “วัดปะขาวคราวรุ่นรู้ เรียนเขียน ทำสูตรสอนเสมียน สมุดน้อย เดินระวางระวังเวียน หว่างวัดปะขาวเอย เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาทห้องกลางสวน” มีการสันนิษฐานว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยฝั่งตะวันตก มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 13 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา

วัดศรีสุดารามวรวิหาร

 

ต่อมาในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) พระพี่นางเธอของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงเข้ามาบูรณะปฏิสังขรณ์ ครั้นเมื่อน้ำได้เซาะตลิ่งพังเข้ามาจนถึงหน้าพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาขุนมนตรีเป็นแม่กองสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่โดยเลื่อนขึ้นจากที่เดิม โดยโปรดให้เจ้าพนักงานปักกำหนดเขตรอบโรงพระอุโบสถลงใหม่ใช้แทนวิสุงคามสีมาเดิม ให้มีความยาว 15 วา กว้าง 7 วา แล้วโปรดให้ลงเขื่อนหน้าวัด เพื่อป้องกันน้ำเซาะตลิ่ง และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดศรีสุดาราม และยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เพื่อเป็นอนุสรณ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชอัยยิกาเจ้าของพระองค์

วัดบางอ้อยช้าง

จากนั้นมุ่งหน้าไปยัง วัดบางอ้อยช้าง และ พิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง วัดที่ปรากฏในนิราศพระประธมว่า “บางอ้อยช้างโอ้ช้างที่ร้างโขลง มาอยู่โรงรักป่าน้ำตาไหล พี่คลาดแคล้วแก้วตาให้อาลัย เหมือนนอกไอยราร้างฝูงนางพังฯ” โดยมี คุณดำ-ธีรวัฒน์ กลีบผึ้ง ผู้ใหญ่บ้านและผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง มาให้ความรู้เกี่ยวกับวัดและพิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง เดิมชุมชนแห่งนี้มีชื่อว่า “บ้านส่วยช้าง” แต่ต่อมา ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ราว พ.ศ. 2493 ชาวบ้านก็ได้ร่วมใจกันสร้างวัดขึ้น แล้วเสร็จในปี 2500 และเรียกกันว่า “วัดบางอ้อยช้าง” ส่วน “พิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทางวัดได้รวบรวมของเก่าแก่ ของสำคัญที่ถือว่าเป็นมรดกล้ำค่าของชุมชน มาจัดแสดงไว้ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชม รวมถึงยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนทั่วไปอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง

คุณดำได้พาคณะเดินขึ้นไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ โดยพิพิธภัณฑ์ มีทั้งหมด 3 ชั้น แบ่งเป็นชั้นจัดแสดง พวกเครื่องถ้วยชามของจีนในสมัยราชวงศ์ชิง สมุดข่อยโบราณ และชุดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวสวนเมืองนนท์ เช่น หม้อ ไว้เพาะทุเรียน หม้อหุงข้าว ไห โอ่งทำมือยุคแรกของจีนที่มีสีเขียวหยก และชั้นจัดแสดงของเก่าแก่โบราณ อาทิ ตาลปัตรที่มีสัญลักษณ์นารายณ์ทรงครุฑตามศิลปะของรัชกาลที่ 5 ชุดของหลวงปู่ที่เย็บด้วยมือทั้งหมด หนังสือพระไตรปิฎก ตู้ไม้สักลายรดน้ำที่ยังไม่ปิดทอง หีบทองที่ใช้บรรจุศพลายเทพพนมพิกุลและลายบัว ศิลปหัตถกรรมชั้นสูงของไทยโบราณอย่างตะลุ่มหรือพานแว่นฟ้า เป็นต้น

คุณดำ-ธีรวัฒน์ กลีบผึ้ง ผู้ใหญ่บ้านและผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง

ปิดท้ายกันที่ วัดชลอ วัดที่สร้างขึ้นเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งปรากฏในนิราศพระประธมของสุนทรภู่ว่า “วัดชลอใครหนอชลอฉลาด เอาอาวาสมาไว้อาศัยสงฆ์ ช่วยชลอวรรักษาว่าพี่รักทรง ให้มาลงเรือร่วมพรมที่นอน” โดยในสมัยรัชกาลที่ 4 น้ำในคลองบางกรวยกับคลองวัดชลอ เป็นคลองสองแยกที่มีน้ำไหลเชี่ยวมาก จึงเกิดอุบัติเหตุเรือชนกันบ่อย จึงมีการเขียนป้ายให้ “ช้ารอ” จึงกลายเป็นชื่อวัดว่า “วัดชลอ” ในปัจจุบัน

อุโบสถหลังเก่าของวัดชลอ
ภายในอุโบสถหลังเก่าของวัดชลอ

พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่ม วัดมีลักษณะทรงไทยเป็นรูปเรือสำเภาโบราณ ภายในมีอาคารเสนาสนะต่างๆ ตัวพระอุโบสถหลังเก่า ตั้งอยู่ในเรือหน้าบันปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าและสาวกปางต่างๆ จำนวนหลายองค์ ครั้งหนึ่งท่านพระครูนนทปัญญาวิมล ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าอาวาสของวัดชลอ เกิดนิมิตเห็นเรือหงส์ลอยมาอยู่หน้าโบสถ์หลังเก่าที่ท่านจำพรรษาอยู่ ท่านจึงคิดอยากจะสร้างเรือหงส์ไว้หน้าโบสถ์ แต่เมื่อนึกถึงประโยชน์ใช้สอยแล้ว ท่านเกรงว่าจะเสียเงินเปล่า จึงให้ลูกศิษย์ออกแบบก่อสร้าง โดยให้โบสถ์ตั้งอยู่ในเรือหงส์แทน เพราะคิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์อีกนานัปการ จากนั้นเป็นต้นมา จึงได้มีการก่อสร้างโบสถ์หลังใหม่นี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 กลายเป็นอุโบสถหลังใหม่ในปัจจุบัน

อุโบสถหลังใหม่ของวัดชลอ

นอกจากนี้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมวัด ยังได้มีโอกาสกราบนมัสการพระประธานอันศักดิ์สิทธิ์ภายในอุโบสถ และสักการะรูปเหมือนสามเกจิดังของเมืองไทย คือ หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ และสักการะสรีระของหลวงพ่อสุเทพ ณรงค์ฤทธิ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลอ ผู้เป็นหมอยาแผนโบราณ พิชิตโรคภูมิแพ้และไซนัส ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก

ภายในอุโบสถหลังใหม่ของวัดชลอ