แอมป์ – พีรวัศ พระเอกช่อง 7 ควงเพื่อนซี้ทุ่มเงินล้านเปิดร้านบะหมี่เส้นสด สูตรฮ่องกง โชว์ยืดเส้นบะหมี่หน้าร้าน

นับวันยิ่งจะหาทานยาก สำหรับ ‘บะหมี่เส้นสด’ เพราะกว่าจะได้แต่ละชามต้องผ่านหลายกระบวนการเพื่อให้ได้เส้นสดๆ รสสัมผัสเหนียวนุ่ม เคี้ยวง่าย ดังนั้นเมื่อเจอร้านที่ถูกใจ 3 เพื่อนซี้อย่าง แอมป์ – พีรวัศ  กุลนันท์วัฒน์,  เดียร์ – ลิลลี่ แม็คกร๊าธ และน้ำนุ่น – ณทิตา ทรัพย์สินวิวัฒน์ จึงไม่รอช้า ขอเข้ามาร่วมหุ้นกับ เชฟเล็ก – เสาวลักษณ์ ทิพย์เจริญ แห่งร้าน ชิเซน (Shizen)

“ปกติเดียร์เป็นคนไม่ทานเส้น ชอบกินข้าว แต่พอชิมอันนี้แล้วอร่อย เส้นบะหมี่นุ่ม เหนียว ที่สำคัญคือปลอดภัย ไม่มีสารกันบูด ถ้าปิดไปเสียดายมากเลยคุยกับเขาว่าเดี๋ยวทำต่อเอง” เดียร์ ลิลลี่ พิธีกรสาวให้เหตุผลถึงการเข้ามารับช่วงต่อ“

ขณะที่น้ำนุ่น พิธีกรรายการบันเทิงที่ควบตำแหน่งอาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็เห็นด้วยว่า “การเข้ามาปรับปรุงร้าน เรามองว่ามีข้อดีอยู่ คือ ถ้าเริ่มทำร้านใหม่มันจะเท่ากับเริ่มต้นจากศูนย์  อันนี้เราเริ่มจากที่มีอยู่แล้ว ถามว่าเสี่ยงไหม ทำธุรกิจทุกอย่างมันเสี่ยงหมดเลย เพียงแต่ว่าการมาลงทุนครั้งนี้ ของเก่าเคยโดนติอะไรมาบ้าง เราก็มาแก้ไข  ในแง่การลงทุนมันไม่เสี่ยงถึงขั้นรับไม่ได้ ด้วยการประเมินคิดว่ามันโอเค”

เมื่อทั้งสามเห็นตรงกันจึงตัดสินใจลงทุนกันคนละราวๆ 6 หลัก เพื่อปรับปรุงร้านเดิมตรงซอยรามคำแหง 24 ปากซอยหัวหมาก 18 ให้มีพื้นที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งในร้านจะรองรับลูกค้าได้ 30 คน ส่วนหลังร้านด้านนอกทำเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยง นอกจากนี้บรรยากาศยังดูสบายๆ ทันสมัยขึ้น ด้วยการเน้นใช้กระจกใสตกแต่งรอบร้าน โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าที่ทำเป็นที่โชว์ยืดเส้นบะหมี่อันเป็นจุดเด่นของร้าน เพื่อเรียกความสนใจของลูกค้าและคนผ่านไปมา

โดยแอมป์แจงถึงหน้าที่ว่า “ผมจะช่วยพีอาร์ ประชาสัมพันธ์ร้านก็ต้องมาฝึกยืดเส้น มาฝึกเรียนรู้การทำเส้น พี่เดียร์จะช่วยดูเมนูโดยไปเพิ่มเติมกับเมนูเดิมให้ดูมีคุณค่าน่าทานขึ้น เช่น เอาเส้นสดมาผัดกะเพรา เพราะเขาชอบทำอาหารเป็นทุนเดิม ส่วนพี่น้ำนุ่นจะดูการบริหารจัดการ ดีลกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ”

“ผมเคยมีประสบการณ์เรื่องทำร้านมอเตอร์ไซค์ แต่เรื่องอาหารก็เริ่มใหม่เหมือนกัน เราก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปด้วยกัน แต่โดยส่วนตัวพวกเรา 3 คน เคยทำรายการ ‘เพื่อเธอ’ ของช่อง Acts Channel ด้วยกัน แล้วพื้นฐานเหมือนกัน 3 คน คือชอบกิน”

ตรงจุดนี้หลายคนอาจกังวลกับการทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท แต่สำหรับพวกเขากลับเห็นต่างออกไป

อย่างที่เดียร์ว่า “การที่เราเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาก่อน แต่ในชีวิตประจำวันไม่ได้เป็นเพื่อน เราอยู่กันคนละกลุ่ม เราเลยแยกได้ระหว่างธุรกิจกับชีวิต เรารู้ว่าเรามีจุดไหนที่เหมือนกัน ใช้จุดไหนคุยกันได้ มีการเคารพซึ่งกันและกัน  ไม่มีปัญหาที่จะแตกกันแน่นอน”

เหตุที่กล้าย้ำชัด เพราะเธอกับน้ำนุ่นเคยทำแบรนด์ผ้าพันคอด้วยกัน แล้วผลเป็นที่น่าพอใจ

“เราเคยทำผ้าพันคอร่วมกันมาก่อน ความที่เราถนัดไม่เหมือนกัน เราก็ดูกันคนละส่วน ดูคนละแบบ แล้วมาถามว่าอันนี้โอเคไหม จะช่วยกันดูคนละจุด มันเลยโอเคมากๆ”

ทว่าสำหรับการทำร้านอาหารที่เป็นการเรียนรู้ใหม่ ทั้งสามบอกตรงกันว่า “ยากมาก”

“พอมาทำจริงๆ ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่เหนื่อยมาก เพราะมีรายละเอียดยิบย่อยเยอะมากๆ แล้วเรื่องอาหารเราต้องทำให้รสชาติเสถียรที่สุด บริการต้องดี เลยเป็นธุรกิจที่ทำยากนะ ตอนแรกคนอาจจะคิดว่าการทำอาหารก็ทำๆ แล้วจบ แต่เรื่องการบริหารจัดการมันยากนะ เมนู การจัดการร้าน มันยิบย่อยไปหมด” น้ำนุ่นสารภาพ

โชคดีที่ได้หุ้นส่วนมีประสบการณ์อย่างเชฟเล็กมาช่วย  บวกกับการที่มีเจ้าของร้านอาหารเป็นเชฟเองทุกอย่างจึงง่ายขึ้นเยอะ

“หุ้นส่วนมีทั้งหมด 4 คน หนึ่งคนเป็นเชฟ  ดังนั้นสูตรจะอยู่ที่เรา ข้อดี คือ ไม่ว่าลูกจ้างเราจะลาออกก็จะไม่มีผลต่อธุรกิจ เพราะจะมีคนคอยควบคุมคุณภาพอาหาร ส่วนการยืดเส้นเราสามารถสอนเด็กได้ เราไม่ได้ฝากชีวิตไว้กับพ่อครัว  ดังนั้นมีคนงานเข้าคนงานออกก็จะไม่ส่งผลกระทบเท่าไหร่” น้ำนุ่นเล่า

ฉะนั้นนอกจากเรื่องความปลอดภัยเพราะทำเส้นบะหมี่สดๆ ตามสูตรที่เชฟเล็กไปเรียนรู้มาจากฮ่องกง ยังวางใจได้ในเรื่องรสชาติความอร่อยของเมนูทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น บะหมี่ซี่โครงน้ำแดง, บะหมี่ไก่อบ, บะหมี่หมูตุ๋น หมั่นโถวซี่โครงน้ำแดง, หมั่นโถวหมูตุ๋น, ข้าวไข่ข้นต้มยำกุ้ง, ข่าวไข่ข้นซี่โครงน้ำแดง, ติ่มซำต่างๆ ฯลฯ หรือกระทั่งของทานเล่นอย่างนมสดทอด ตลอดจนเครื่องดื่ม เช่น ชา  กาแฟ ที่แช่เป็นน้ำแข็งเพื่อความเข้มข้น เวลาจะทานค่อยเทนมใส่นั้นก็เด็ดไม่แพ้กัน

“อาหารเราหลากหลาย เพราะกลุ่มเป้าหมายเราอยากได้คนหลากหลาย” น้ำนุ่นให้เหตุผล

โดยไล่ตั้งแต่พ่อแม่ลูกที่มากันเป็นครอบครัว  วัยรุ่นที่มาพร้อมกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่คนวัยทำงาน ซึ่งอยากให้ได้เจอความแปลกใหม่ของอาหารที่มีการโชว์ขั้นตอนการทำให้เห็นกันจะจะ

“ทุกคนก็แฮปปี้กับเส้นบะหมี่ที่เรายืดใหม่นะ ร้านเราจึงพยายามยืดเส้นสดโชว์ ไมได้ทำเส้นไว้มากเท่าไหร่” น้ำนุ่นเผย

ขณะเดียวกันก็ยอมรับ “แรกๆ เราไมได้ทำโปรโมทเยอะ คนอาจจะไม่ได้เยอะมาก  แต่พอพี่เดียร์ไปออกรายการต่างๆ คนมาแน่นร้านมาก ถ้าเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ก็ดี ถือเป็นจุดที่เริ่มต้นที่ดีแล้ว”

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เร่งรัดถึงเรื่องการคืนทุนต่างๆ เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนที่รู้จัก

“เราก็คุยกับน้องๆ หลายคน เขาบอกว่าปีหนึ่งอาจจะไม่คืนทุน เราต้องมีเงินวางระยะยาว 6 – 7เดือน ช่วงแรกลงทุนกับการบริหารจัดการ ซึ่ง 6 เดือนแรก อาจจะขึ้นๆ ลงๆ ส่วน 6 เดือนหลังรายได้น่าจะนิ่ง เริ่มมีลูกค้าประจำ แล้วก็มีลูกค้าใหม่เข้ามา รายรับเราน่าจะมากขึ้น ถ้าจะได้กำไรต้องทำให้รายรับมากกว่ารายจ่าย”

ดังนั้นเป้าหมายในตอนนี้คือ  “เราก็อยากให้รายรับและรายจ่ายได้ประมาณกันให้เร็วที่สุด”

ส่วนเป้าหมายถัดไปจึงค่อยมองเรื่องการขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น

“อนาคตอยากขยายสาขา อยากมีแฟรนไชส์” เดียร์บอกถึงความตั้งใจ

“จริงๆ ร้านนี้เคยอยู่ห้าง แต่ห้างได้ปรับเปลี่ยนใหม่  มีการขึ้นราคาค่าเช่า พอทำแล้วไม่ได้กำไร ตัวเชฟเลยทำไม่ไหว  เพราะฉะนั้นอนาคตเราก็อยากกลับไปอยู่ในห้าง อยากเข้าไปทำในเมือง อยากให้เติบโตนอกจากที่รามคำแหง เพราะที่นี่หลายคนว่าไกล”

และก่อนจะถึงตอนนั้น   ตอนนี้ใครไม่สามารถมาทานที่ร้านได้ พวกเขาก็มีบริการจัดส่งอาหารทาง food panda และทาง lineman หรือถ้าโทรสั่งกับร้านโดยตรง ร้านก็จะเรียกรถให้คิดราคาตามระยะทางจริง  ซึ่งสอบถามได้ที่ 090-594-1944 ร้านเปิด11.00 – 22.00 น. นอกจากนี้ยังมีการรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ พร้อมไปยืดเส้นบะหมี่โชว์สดๆ

โดยน้ำนุ่นบอก “เราก็อยากจะค่อยๆ เติบโตด้วยตัวเอง ช่วงแรกๆ อาจเป็นการลองผิดลองถูก แต่เราไม่อยากทำอะไรที่มันใหญ่เกินตัว ด้วยจำนวนคน หรือขุมกำลังตอนนี้ที่ไม่เอื้ออำนวย”

เพราะหากจะก้าวไปได้ไกลในวันข้างหน้าก็ต้องตั้งหลักให้มั่นคงตั้งแต่ในวันนี้ก่อน

บทความก่อนหน้านี้ใกล้ถึงพัทยาบีช! ผวจ.เชียงราย เผยจุดวิกฤตในถ้ำ มั่นใจวันนี้ทะลุ3แยกช่วย13ชีวิต
บทความถัดไปเปิดอีก 2 จุด ลานลับแล-เมืองบาดาล ถ้า 13 ชีวิต ไม่อยู่พัทยาบีช