สุเทพ สีใส ขาย “กะปิโหว่โบราณ” เสิร์ฟลูกค้าเดือนละกว่า 500 กก.

สุเทพ สีใส ขาย “กะปิโหว่โบราณ” เสิร์ฟลูกค้าเดือนละกว่า 500 กก.

สุเทพ สีใส คว้าสูตรเครื่องจิ้มของแม่ยาย “กะปิโหว่โบราณ” อร่อยเด็ด ขายมานานกว่า 3 ปี ลูกค้าต่างติดใจในรสชาติ ส่วนผสมกะปิโหว่ ใช้ น้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ เกลือ พริกแดงจินดา ไม่ใส่กุ้งแห้ง ทีเด็ด คือ เอามาปั่นกับกะปิที่ผ่านการหมัก 1 ปีขึ้นไป ไม่เค็ม ไม่คาว ทิ้งให้เซตตัว 2-3 วัน ส่วนมะม่วงเบาใช้มะม่วงใต้เท่านั้ัน เปรี้ยวกลมกล่อม หาตัวแทน


“เรา
ไม่คิดว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ เรามั่นใจในรสชาติแต่ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นอาชีพจริงจัง” สุเทพ สีใส ตลกดังเล่าถึง “แมงโก้ เนเวอร์ ดาย บาย สีใส (Mango Never Die by Srisai)” ธุรกิจที่ช่วยกันปลุกปั้นกับ ป๊อป ธณัฏฐ์ภรณ์ ศรีภรรยา จนตอนนี้กลายมาเป็นอาชีพทำเงินให้เดือนละหลายแสนบาท

โดยเขาว่า จุดเริ่มต้นมาจากเมื่อ 3 ปีก่อนตอนลูกสาวเข้ามหาวิทยาลัย ภรรยาที่เคยรับหน้าที่ดูแลลูกเต็มเวลาเลยอยากหาอะไรทำ และอาศัยว่ามีฝีมือในการทำเบเกอรี่จึงเริ่มด้วยการทำกราโนล่าขายแต่ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร พอดีกับที่ช่วงนั้นมะม่วงเบากำลังเป็นกระแส แถมภรรยายังมีเครื่องจิ้มสูตรเด็ดอย่าง “กะปิโหว่สูตรโบราณ” ที่สืบทอดความอร่อยมาจากคุณแม่ สุดท้ายกะปิโหว่สูตรโบราณ มะม่วงเบาสด และมะม่วงแช่อิ่มก็ได้กลายมาเป็นสินค้าประจำร้าน “แมงโก้ เนเวอร์ ดาย บาย สีใส”

ร้านที่ป๊อปบอก “ชื่อนี้ได้มาจากพี่เทพ เพราะคำว่า “เนเวอร์ดาย” เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของเขา ไม่ว่าจะเปลี่ยนรถกี่ครั้ง สติ๊กเกอร์หลังรถก็ต้องเป็นคำนี้ เขาบอกว่าชีวิตเขาล้มลุกคลุกคลานมามาก แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดสินใจใช้มะม่วงเบาเป็นสินค้าหลัก ทั้งคู่ก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้วลงไปถึง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อหาสวนขายส่งมะม่วงเบาสด รวมถึงโรงงานที่จะสามารถผลิตมะม่วงเบาแช่อิ่มให้มีรสชาติกลมกล่อมออก 3 รส ไม่ใช่เปรี้ยวนำอย่างในท้องตลาด

“ตอนนั้นเราคิดว่าถ้าขายกะปิโหว่พร้อมมะม่วงเบาน่าจะทำราคาขายชุดละ 100 บาทได้ เพราะมะม่วงได้จากทางใต้อย่างเดียว ถ้าราคามะม่วง น้ำตาล กะปิเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาในระยะยาวเราจะไม่ขาดทุน แต่ถ้าไปเอามะม่วงตามท้องตลาดมันจะทำราคาไม่ได้ ส่วนสูตรกะปิโหว่เป็นสูตรของแม่ที่กินมาตั้งแต่เด็กๆ ส่วนผสมมีแค่กะปิคลองโคน น้ำตาลมะพร้าว เกลือ และพริกแดงจินดา เอามาปั่นให้เข้ากัน แล้วทิ้งให้เซตตัว 2-3 วัน รสชาติเลยอร่อยกลมกล่อม ไม่หวานแหลม ไม่คาว ซึ่งเราตั้งใจและมั่นใจในเรื่องรสชาติมากกว่ากราโนล่า” ป๊อป แจง

แล้วก็เป็นอย่างที่ตั้งใจ ด้วยแม้จะไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร เรียกลูกค้าอย่างไร แต่การที่วางมะม่วงเบาไว้ให้ชิมคู่กะปิโหว่ก็ช่วยให้พวกเขาได้กำไรถึง 8,000 บาทในการขายวันแรก และยังทำยอดต่อเนื่องจนจบ 5 วัน ทำให้ประเดิมงานแรกด้วยกำไรราวๆ 40,000 บาท พร้อมกับความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นจนกล้าจองบู๊ธในงานใหญ่ๆ และผลลัพธ์ คือ เพียง 2 งานแรกที่ไปออกสามารถคืนทุนร่วมๆ 200,000 บาท ที่ลงไปเป็นค่าตู้แช่ต่างๆ ได้

ส่วนตอนนี้ตลกดังวัยย่าง 60 เผย “เราขายโดยออกอีเว้นต์เดือนหนึ่ง 2-3 งาน งานหนึ่ง 7-9 วัน และขายทางออนไลน์ผ่านไลน์ @popvers49 ยอดขายเดือนหนึ่งเฉลี่ยก็หลายแสนอยู่ นี่คือกำไรล้วนๆ เพราะเวลาออกงานเราหักรายจ่ายทั้งหมด ค่าที่ ค่าอะไรที่ออกไปก่อน สมมติงาน 9 วัน  2 วันแรกขายได้ค่าที่ค่าของ ค่าลูกน้อง ที่เหลือขายเอากำไร”

โดยออกบู๊ธครั้งหนึ่ง พวกเขาต้องเตรียมกะปิ 100 กิโลกรัม น้ำตาล 300 กิโลกรัม เกลือแกง 100 ช้อนชา และพริกแดงจินดา 100 ถ้วยตวง สำหรับทำกะปิโหว่กระปุกเล็กน้ำหนัก 125 กรัม จำนวน 3,500 กระปุก หรือถ้าเป็นกระปุกใหญ่จะกระปุกละครึ่งกิโลกรัม ขณะเดียวกันก็ต้องสั่งมะม่วงเบาเตรียมไว้ครั้งละ 100-200 กิโลกรัม

“เวลาจะออกบู๊ธ เราลงตารางงานเป็นปี เพราะพี่เทพไปด้วย เขาบอกว่าการขายมะม่วงคืองานเหมือนกัน เราลงทุน ถ้าไม่ไปของสดมันเสีย อย่างน้อยเขาไปยังดึงคนได้ บางทีคนเดินผ่านไม่กล้าชิม บางคนบอกว่าของดาราคนก็เลยซื้อ เขาจะบอกเสมอว่าผมดึงมาแต่ถ้าของไม่อร่อย ต่อให้เป็นซุปเปอร์สตาร์ก็ขายไม่ได้หรอก” ป๊อป ว่า

และบอก “พี่เทพเป็นคนทำงาน ถ้าเป็นคำว่างานเขาใส่เต็มร้อย ทุกวันนี้เขาติดสติ๊กเกอร์เอง ลงปั่นกะปิเองเพราะยังทำแบบโฮมเมดอยู่ เขาเริ่มที่จะเรียนรู้การกะเม็ด การแช่มะม่วง หั่นมะม่วง ซึ่งจริงๆ เคยไปหาเครื่องหั่น แต่มะม่วงเบาไม่เหมือนมะม่วงอื่นมันมีหลายขนาด คนขายบอกว่าเอาเครื่องไปก็ช่วยระดับหนึ่งก็ต้องทำเองอยู่ดี แล้วเรา 2 คนถือคติว่าต้องลงไปทำเอง ต้องลงไปอยู่กับลูกน้อง เขาเหนื่อยเราเหนื่อย”

นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้ต้นทุนให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยก่อนหน้านี้เคยออกงานชนกันแล้วปรากฏว่าร้านที่ลูกน้องเฝ้ายอดขายได้น้อยลงทั้งที่มะม่วงเบาขายหมดเกลี้ยง นั่นเพราะพอเห็นมะม่วงลูกเล็ก ลูกน้องก็ทิ้ง ต่างจากเจ้าของร้านที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องหาวิธีหั่นให้ได้ ด้วยต้นทุนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตัวมะม่วงเบา หลังจากนั้นพวกเขาจึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ออกงานชนกันอย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน สุเทพว่า “ผมจะเน้นมากเรื่องคุณภาพ เรื่องรสชาติ เรื่องความสะอาด ร้านเรามะม่วงเบาสด กิโลกรัมละ 200 บาท แช่อิ่มกิโลกรัมละ 480 บาท กะปิโหว่สูตรโบราณกระปุกเล็ก 50 บาท กระปุกใหญ่ 200 บาท ถ้าเป็นชุดมะม่วงเบา-กะปิโหว่ ชุดละ 100 บาท ขายแพงกว่าคนอื่น คนอื่นขายชุดละ 50 ไซซ์เท่าเราเลย ลูกค้ามาบอกว่าเราขายแพง เราบอกเราขายไม่ได้เพราะเราต้นทุนสูง ของเรามะม่วงเบาแท้ๆ ไม่ผสม กะปิโหว่ที่ทำก็ใช้น้ำตาลมะพร้าวล้วน กะปิเป็นกะปิคลองโคนที่เราส่งทดสอบแล้วว่าปลอดภัยจากสารปนเปื้อน”

“ผมอยากให้ลูกค้าได้ของที่ดีๆ เหมือนที่เรากิน ถ้าลูกค้าไม่พร้อมเราก็ไม่ว่าอะไร ตอนขายแรกๆ ก็เจอคำพวกนี้เยอะมากแต่ตอนนี้ไม่มีเลย ซึ่งที่เราไปได้ดีอาจเพราะตรงนี้ด้วย เป็นเรื่องของความซื่อสัตย์ เรากินยังไงลูกค้าต้องกินอย่างนั้น” เขาย้ำ พร้อมเผยความคาดหวังว่าจริงๆ แล้วอยากส่งกะปิโหว่ไปขายตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งแม้ตอนนี้จะมีรับไปบ้าง แต่ด้วยความที่เวลาทานต้องหาผลไม้มาจิ้ม คนทำจึงพยายามหาวิธีขายเพื่อให้คนที่รับไปได้ประโยชน์มากที่สุด

อย่างป๊อปว่า “ปกติเราจะออกงานเอาต์ดอร์แค่ที่งานเกษตรแฟร์ใหญ่ ปีละครั้ง แล้วที่นั่นจะมียำที่เราใช้กะปิโหว่ สตรอว์เบอร์รี่ มะม่วงเบา ส้มโอไปยำ ใส่ปลากรอบ มะม่วงหิมพานต์ ถั่วเม็ดใหญ่ เพิ่มพริกผงถ้าใครอยากได้เผ็ด พร้อมทาน ขาย 50 บาท ซึ่งขายดีมาก เราเลยอยากทำแบบนี้”

“ทำเป็นตู้คีออสไว้ขายยำ เราจะไม่เรียกถึงขนาดว่าแฟรนไชส์ คือเราส่งกะปิให้แล้วเขาไปหาผลไม้เอง เราต่อคีออสให้ เริ่มต้นให้ แล้วไม่ได้เข้าไปวุ่นวายต่อจากนั้น คนรับไปขายก็จะได้ 2 ต่อจากยำและกะปิโหว่ที่วาง สมมติอาจจะมีค่าแรกเข้าเป็นค่าคีออสเก็บ 10,000 บาท เราโปรโมตให้ ไปออกรายการก็จะมีการพูดให้ว่าไปอยู่ตรงไหนบ้าง”

“เอาจริงๆ เราพอใจกับธุรกิจมากในระดับหนึ่ง ธุรกิจเรามันก็ยังไม่ใช่ธุรกิจใหญ่ แต่ก็รู้สึกว่ามันเร็ว” ป๊อปบอกอย่างภาคภูมิใจ เมื่อย้อนนึกถึงวันแรกๆ ที่ขายแล้วลูกค้าเดินเลยผ่านไปเพราะมีเจ้าประจำ กระทั่งวันหนึ่งก็กลายมาเป็นลูกค้าขาประจำหลังได้ชิมรสชาติ

ขณะเดียวกันก็ขอบคุณสามีที่คอยเตือนสติ เมื่อครั้งแรกๆ ที่เธอจะลงทุนเปิดร้านขายอาหารแล้วเอามะม่วงกะปิโหว่มาวางขาย “พี่เทพพูดตลอดว่าไปเล็กๆ มันจะมั่นคงแล้วไม่เจ็บ เจ็บก็เจ็บน้อย เพราะพอลองไปออกอีเว้นต์และขายทางออนไลน์แล้ว เขาบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านแล้ว ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายอย่าง ค่าเด็กเฝ้า ค่าเช่าที่ แล้วมันไม่ได้ขายดีทุกวัน มานั่งเครียดเปล่าๆ ณ วันนั้นก็มีความเห็นไม่ตรงกัน พอถึงวันนี้เขาคิดถูก เขาผ่านอะไรมาเยอะกว่าเรา ดีแล้วที่เราไม่ดื้อ ถ้าดื้อก็คงเจ็บ”

“แล้วตอนนั้นที่เราเริ่มต้น หลายคนทักว่าทำไมมีน้ำจิ้มเป็นกะปิโหว่สูตรโบราณแค่อย่างเดียว แม่ก็ทัก น้องสาวก็ทัก ลูกค้าก็ทัก เพราะเจ้าอื่นมี 5-6 อย่าง เราก็บอกว่าเราถนัดแค่อย่างเดียว เรามั่นใจว่าอร่อยแค่อย่างเดียว จนทุกวันนี้เราดึงลูกค้าของเจ้าอื่นมาได้ด้วยกะปิของเราแค่อย่างเดียวจริงๆ ซึ่งเป็นเพราะเราไม่เคยค้าขายเลยไม่ได้คิดเยอะ ถ้าขายมาก่อนเราอาจจะกลัว” เจ้าของร้านสาว บอกทิ้งท้าย

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่กล้าเริ่มต้นในวันนั้น คงไม่มี แมงโก้ เนเวอร์ ดาย บาย สีใส ที่ทำเงินแสนในวันนี้

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562

บทความก่อนหน้านี้เช็กเลย! 8 ช่องทางชำระภาษีรถทั่วไทย
บทความถัดไปเมืองไทยฯ มอบสินไหมครอบครัวผู้เสียชีวิต เหตุปล้นทอง-สมทบรางวัลนำจับ 1 แสน