“ต๋อง ชวนชื่น โฮมสเตย์” ธุรกิจดาราตลก จุดขายบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ

“ต๋อง ชวนชื่น” ดาราตลกรักครอบครัว สร้างธุรกิจโฮมสเตย์ “ต๋อง ชวนชื่น โฮมสเตย์” บนพื้นที่ 2 ไร่  ปลูกไม้ผลหลากหลาย  อาทิ มะยงชิด ส้มโอ กระท้อน ขนุน มะนาว ฯลฯ พร้อมกับเลี้ยงปลาดุก ทำฟาร์มไก่ไข่ ขายไข่ให้โหน่ง ชะชะช่า  โฮมสเตย์นี้ไม่หรู เน้นขายบรรยากาศ ลูกค้ามาพักได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ใกล้แหล่งท่องเที่ยว  เสิร์ฟอาหารอร่อยพร้อมๆ กับไว้ให้เช่าถ่ายละครด้วย 

 

 สังคมเมืองที่ผู้คนต้องดิ้นรนและเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ทำให้การใช้ชีวิตเรียบง่าย เนิบๆ ช้าๆ ท่ามกลางธรรมชาติกลายเป็นกระแสนิยมในช่วงหลัง ธุรกิจโฮมสเตย์มากมายจึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ที่ว่า เช่นเดียวกับ “ต๋อง ชวนชื่น โฮมสเตย์” ธุรกิจของตลกดังซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่โหยหาธรรมชาติ

“เราถ่ายละครอยู่ในวงการบันเทิงมานาน อยากจะหาทำเลทำโลเกชั่นเล็กๆ ไว้ให้เช่าถ่ายละคร ตอนแรกหาอยู่แถวลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี แต่ด้วยราคาที่ดินค่อนข้างสูงเลยขยับไปเรื่อยๆ แล้วเปลี่ยนความคิดว่าทำเป็นบ้านสวนดีกว่า ก็ไล่ดูในเว็บไซต์จนเจอที่ปัจจุบันเป็นบ้านสวนเงียบสงบ พื้นที่ 2 ไร่ มีผลไม้ มะยงชิด ส้มโอ กระท้อน ขนุน ฯลฯ” ต๋อง ชวนชื่น หรือ วิชัย พรหมจรรย์ เล่าถึงความตั้งใจแรกก่อนจะเปลี่ยนไปในภายหลัง

เปลี่ยนจากสถานที่สำหรับถ่ายละครกลายมาเป็นบ้านสวน ในตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ที่มีทั้งฟาร์มไก่ไข่ บ่อเลี้ยงปลาดุก สวนมะนาว และสวนผลไม้ ซึ่งไข่ไก่กับมะนาวนั้นส่งขายให้เพื่อนรักอย่าง โหน่ง ชะชะช่า-ชูศักดิ์ เอี่ยมสุข เพื่อเป็นวัตถุดิบในการทำบะหมี่เกี๊ยว

ทว่าต๋องบอก “อาทิตย์หนึ่งเรามาที คนงานเป็นชาวเขมรไปส่งไม่ได้ ไข่ก็เน่า ส่วนมะนาวลูกใหญ่แต่ไม่มีน้ำ เราไม่สบายใจว่าส่งของไม่ดีให้เพื่อนเลยคิดว่าเราคงไม่ใช่เกษตรกรจ๋า บวกกับเพื่อนๆ ชอบมาเที่ยว มาดื่ม บางครั้งติดลมไม่ยอมกลับบ้าน เพราะบรรยากาศดี อากาศเย็นๆ แต่บ้านที่เราปลูกเป็นครอบครัวเล็กๆ ไม่พอรองรับเพื่อนฝูง พอดีมีเงินอยู่ก้อนหนึ่งเลยทำโฮมสเตย์เล็กๆ ดีกว่า”

“แล้วได้มารู้จัก พี่โก้ สุ่มไก่ หรือ พี่โก้ ปราจีน เขาออกแบบตลาดเท่งเถิดเทิง-ไนท์วินเทจ คนนี้สำคัญทำให้โฮมสเตย์เกิดขึ้น เขาไม่ใช่สถาปนิกแต่เป็นสถาปนึก เขานึกเอาก็ออกแบบมา ตอนแรกนึกว่าหลังเล็กๆ แต่พอวางแปลน บ้านมันใหญ่งบเลยบานปลายเพราะว่าเป็นงานไม้ แต่ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หมดไปประมาณ 4 ล้านกว่าที่ลงทุนไป”

โดยเรือนไทยอีสานประยุกต์ที่มีสีสันจัดจ้านให้อารมณ์ย้อนยุคนั้น แบ่งเป็น 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 117 ตารางเมตร ด้านบนมี 2 ห้องนอนใหญ่ กับ 2 ห้องนอนเล็ก ส่วนชั้นล่างมีอีก 1 ห้องนอนใหญ่ รวมแล้วรับลูกค้าได้สบายๆ 20 คน หรือจะเสริมที่นอนเป็น 30 ก็ยังพอไหวอยู่

“จะเหมาเป็นหลังหรือเช่าเป็นห้องก็ได้ ถ้าเหมาทั้งหลังราคา 9,500 บาท ถ้าแยก ห้องใหญ่ 2,500 บาท ห้องเล็ก 590 บาท เป็นห้องแอร์ทุกห้อง และมีอาหารเช้าให้เป็นข้าวต้ม ขนมปัง กาแฟ โอวัลติน” เขาแจง

ก่อนเผยถึงส่วนอื่นๆ ของโฮมสเตย์ที่ล้วนตกแต่งให้บรรยากาศไปในทางเดียวกัน ดูสบายๆ สไตล์บ้านสวน ไม่ว่าจะห้องอาหาร ลานกิจกรรม รวมไปถึงมุมที่เอาไม้ฝาเก่ามาทำเป็นฉากบ้าน เสริมด้วยเถียงนา บ่อตักน้ำ ชิงช้า เก้าอี้ ฯลฯ เพื่อให้ลูกค้าได้มาถ่ายรูป

“คุณต้องเข้าใจคำว่าธรรมชาติก่อน” ตลกหนุ่มเอ่ยถึงแนวคิดของธุรกิจนี้

“บ้านสวน ถ้ากลางวันก็เป็นธรรมชาติปกติของมัน แต่พอตกเย็นมันเจอไฟที่เราตกแต่งจะได้อารมณ์อีกแบบหนึ่ง ถึงแม้อากาศร้อนแต่มันมีต้นไม้เขียวๆ ก็เย็น ไม่เหมือนกรุงเทพฯ ป่าคอนกรีต เหมือนเราได้หลีกหนีความวุ่นวายมา บรรยากาศก็จะเป็นส่วนตัว และเป็นต่างจังหวัดที่ห่างจากกรุงเทพฯ แค่ 70 กิโลเมตร แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่”

“ถึงแม้โซนที่พักเราจะไม่ได้ติดพวกน้ำตกนางรอง น้ำตกสาริกา ห่างประมาณ 15 กิโลเมตร ทำให้ราคาถูกกว่าโซนน้ำตกแต่มันเดินทางไปที่นั่นไม่ไกล ซึ่งจริงๆ แถวโฮมสเตย์เราห่างไป 200-300 เมตร ก็จะมีแหล่งท่องเที่ยว เมืองโบราณดงละคร เป็นเมืองเก่าเหมือนที่อยุธยา แล้วก็มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วย”

นอกจากได้ใกล้ชิดธรรมชาติ เรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกจุดเด่นที่พ่อครัวต๋องการันตีความอร่อย ทั้งไก่ใต้น้ำ ปลาร้าลอย ตำแจ่วกุ้งใส่มะกอก ย่างก้อยหมู แป๊ะซะปลาช่อนนา ปลาช่อนนึ่งจิ้มแจ่ว ต้มไก่บ้านใส่ใบหม่อน ลาบปลาดุกนา ส้มตำ

“เรื่องอาหารผมก็ทำเอง เมนูอาจจะไม่เยอะแต่อร่อยทุกเมนู  หรือถ้าอยากปิ้งย่างคุณเอาวัตถุดิบมาเรามีอุปกรณ์ให้ หรือลูกค้าอยากกินอาหารตามสั่ง ร้านอาหารใหญ่ๆ เราก็ติดต่อให้เป็นการกระจายรายได้ให้ชุมชน”

“โดยก่อนหน้านี้เราเคยจ้างลูกจ้างดูแลแต่เขาออกไป ผมกับภรรยาก็คิดว่าบ้านของเรา เราอยู่ได้ ตอนนี้เลยทำกันเอง 2 คน แต่จะมีจ้างชาวบ้านมาทำงานให้ อย่างเวลาเสิร์ฟ เวลาล้างจาน หรือให้มาทำความสะอาดให้ก่อนลูกค้าเข้าพักเราก็ให้วันละ 200-300 บาท ชุมชนที่นี่ก็ได้รายได้จากเรา ปกติชาวบ้านที่นี่เป็นเกษตรกร บางบ้านก็เหลาคันเบ็ดขาย 500 ท่อน ได้ 100 บาท แต่มาทำกับเราครึ่งวันก็ได้ค่าแรง 300 บาท”

ไม่ใช่แค่รายได้ของคนชุมชนที่ดีขึ้น เพราะรายได้ของโฮมสเตย์ตั้งแต่เปิดมาเมื่อเดือนธันวาคม 2561 ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีหลากหลายกลุ่มลูกค้ามาใช้บริการ ไม่ว่าจะครอบครัว เพื่อนฝูง หรือพนักงานบริษัทที่มาสัมมนา ถึงอย่างนั้นถ้าจะวัดกันในระยะยาวเจ้าของกิจการว่าต้องรอดูฤดูฝนที่เป็นช่วงโลว์ซีซั่น

“ช่วงที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสประชาสัมพันธ์ผ่านรายการต่างๆ ทำให้คนรู้จักเพิ่มขึ้นเยอะ ลูกค้าที่ดูรายการก็อยากให้เพิ่มเป็นห้องๆ เป็นหลังๆ คล้ายๆ รีสอร์ต แต่ด้วยงบประมาณที่ลงทุนไปตอนนั้นมันเกินงบ ยังไม่มีทุนสำรองที่มาทำห้องเพิ่ม แต่อนาคตไม่แน่ถ้าเงินมันไหลมา ตอนนี้รายได้มันยังไม่คงที่ ถ้าคงที่เมื่อไหร่ ผมมีแผนว่าจะเปิดร้านอาหารในสวน เพราะชอบทำกับข้าว”

“ผมคิดว่าถ้ามีลูกค้ามาเรื่อยๆ อย่างนี้น่าจะ 2 ปี คืนทุน เพราะตอนนี้รายได้เข้ามาก็ต้องซ่อมแซมหรือต่อเติม เช่นตอนนี้ต่อเติมตรงที่ฝนสาดเพราะไม้โดนน้ำก็ชำรุด พอง เลยทำหลังคาจั่วขึ้นมาเพื่อบังฝน บังแดด พอได้มาก็ลงทุนออกไปเลยคิดว่าประมาณ 2 ปีไม่เกิน 3 ปีน่าจะคืนทุน”

“แต่ถามว่าตอนนี้เป็นอะไรที่ซัพพอร์ตเราได้ไหม ผมว่าได้นะสำหรับโฮมสเตย์ เนื่องจากว่าด้วยวัยของเรา เด็กใหม่ก็ดันกันเยอะ ทีวีก็ค่อยๆ ถอยลง ทุกอย่างไปลงที่โทรศัพท์หมด อันนี้จะเป็นอาชีพเสริมของเรา ต่อไปถ้ามีแนวทาง ที่นี่อยู่ตัวก็อยากจะไปทำอีกที่หนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝันไว้คือทำโฮมสเตย์ที่ล้อมรอบด้วยทุ่งนา”

“เราเชื่อว่าความเป็นเรา บวกกับการที่คนอยากจะย้อนอดีต ย้อนวัย เพราะคนเรามักจะโหยหากับสิ่งที่เติบโตมา ทำให้ธุรกิจนี้น่าจะไปได้” เขาบอกอย่างมั่นใจ

ขณะเดียวกันก็ให้ความเห็นว่า “ความจริงใจในการทำธุรกิจ” เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้น ทุกครั้งที่ลูกค้าโทรศัพท์มาจองหรือสอบถามที่เบอร์ (089) 870-9596 พวกเขาก็จะแจงข้อมูลให้ฟังอย่างหมดเปลือก

“คำว่าโฮมสเตย์ เมื่อก่อนเราจำกัดความว่ากินอยู่กับเจ้าของบ้าน เป็นสิ่งเรียนรู้ แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว เวลาลูกค้ามาก็จะถามเหมือนตอนจองโรงแรมเลยว่ามีอะไรให้บ้าง เราก็บอกไปตามตรงเลยว่าที่นี่ไม่ใช่รีสอร์ตครบวงจร เราทำกัน 2 คน มาที่นี่ต้องมาสัมผัสบรรยากาศบ้านสวนจริงๆ มันอาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนโรงแรมหรูๆ ไม่ใช่รีสอร์ตที่แยกเป็นหลังๆ เพราะบางทีลูกค้าต่างคนต่างมาก็ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แบ่งปันความสุขด้วยกัน โดยก่อนจะรับลูกค้าเราจะบอกเขาก่อนเลยว่ามีลูกค้าจองไว้ 2 ห้องมากัน 10 คน ลูกค้าอยู่ได้ไหม เพราะจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันทีหลัง เราเป็นผู้ประกอบการก็ลำบากใจถ้าลูกค้ามาแล้วกระทบกระทั่งกันเลยต้องป้องกันไว้ก่อน ด้วยการต้องพูดตรงๆ ใช้ความจริงใจกับลูกค้า”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ “ต๋อง ชวนชื่น โฮมสเตย์” เป็นอีกหนึ่งที่พักในการใช้เวลาใกล้ชิดกับธรรมชาติได้อย่างสบายใจ

 

 

บทความก่อนหน้านี้ซูเปอร์โพลชี้ รบ.ลุงตู่ 2 อยู่ยาวเกิน 2 ปี ต้องตอบโจทย์ปลดทุกข์กระเป๋าแฟ่บคนไทย
บทความถัดไปวิกฤตเศรษฐกิจ! “ซันโย” ประกาศปิดกิจการ เลิกจ้างพนักงานกะทันหัน