เริ่มต้นธุรกิจในวัยเกษียณลงทุนหลักล้าน ขายชาพร้อมดื่ม บุกตลาดคนรักสุขภาพ

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเริ่มต้นธุรกิจในวัยเกษียณ แถมยังตัดสินใจซื้อทาวน์โฮมราคา 3 ล้านบาท เป็นโรงงานผลิตชาพร้อมดื่ม #หอมละมุน ได้มาตรฐาน อย. จุดเด่นหวานน้อยแต่หอมมันกลมกล่อม  ปัจจุบันสินค้าส่งขายคิงก์พาวเวอร์ ดิวตี้ฟรี ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และออกงานอีเวนต์ เเต่ละเดือนจำหน่ายได้ 5,000 ขวด รายได้เลี้ยงตัวสบาย ไม่เป็นภาระลูกหลาน

 

เกือบ 30 ปี ที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัท

กว่า 50 ปี กับตัวเลขอายุ

ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจมาก่อน

หากจะให้หันเหมาสู่โหมดเจ้าของธุรกิจ ดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลเกินกว่าที่ใครหลายคนจะคิดและลงมือทำ แต่ไม่ใช่กับคุณปวีณ วาสนาอาชาสกุล หญิงสาวผู้มีตัวเลขอายุ 53 ปี ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้สองบริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัท โพลีพลัส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และบริษัทลักษ์ 666 จำกัด รวมถึงบริษัทในเครือ ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังคลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงถึงขั้นใกล้ชิดเลยก็ว่าได้ กับตำแหน่งผู้สื่อข่าว จนกระทั่งได้เป็นบรรณาธิการนิตยสาร Oops! ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการนิตยสาร OHO , นิตยสารสาระแนดารา และหนังสือการ์ตูนฮาจะเกร็ง

คิดพักงานประจำ โอกาสนำพาสู่ธุรกิจ

28 ปีกับมนุษย์เงินเดือน และเมื่อดูตัวเลขอายุแล้ว ดูเหมือนเธอจะคุ้นเคยจนไม่กล้าก้าวออกจากกรอบ แต่ทว่าก็มีเหตุปนความบังเอิญให้เธอเดินออกมาสู่ตำแหน่ง “เจ้าของธุรกิจ” กับการผลิตจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ “หอมละมุน”

“มีความฝันตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากทำงานด้านสื่อสารมวลชน แต่เอ็นทรานซ์สามครั้งไม่ติดเลย มาติดคุรุศาสตร์ เอกดนตรีกีต้าคลาสสิค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งแม้ไม่ได้คณะที่ชื่นชอบก็ตั้งใจเรียนนะ แต่ทุกปิดเทอมจะนำพาตัวเองเข้าไปขอฝึกงานในบริษัทที่ผลิตสื่อหลายๆ แห่ง และเมื่อจบก็สมัครงานในตำแหน่งผู้สื่อข่าวซึ่งก็ได้ด้วย”

ทำงานด้านสื่อสารมวลชน อยู่ในแวดวงบันเทิงมายาวนาน ตำแหน่งงานขยับไปตามความสามารถจนได้อยู่ในระดับผู้บริหาร เพื่อนพ้องพี่น้องดารามากมายรู้จักมักคุ้น แต่ทว่าวันหนึ่งคุณปวีณ ก็คิดหันหลังชั่วคราวให้กับวงการสื่อ ด้วยเพราะขณะนั้นต้องเข้าไปช่วยกิจการร้านอาหารของน้องสาว ซึ่งเปิดร้านอยู่ในลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

“ตั้งใจว่าจะเบรคตัวเองชั่วคราวเพื่อไปช่วยน้องสาว จึงตัดสินใจลาออก ตอนนั้นคิดแค่ว่าเดี๋ยวกลับมาอยู่วงการบันเทิงต่อ มาทำสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ปรากฎว่าช่วงที่หยุดไปสิ่งพิมพ์ปิดตัวจนน่าตกใจ มาถึงตรงนี้คิดว่าคงต้องเปลี่ยนทิศทางแล้ว แต่จะทำอะไรดีล่ะ”

ความชอบบวกโอกาส ส่งผลให้คุณปวีณ เลือกทำในสิ่งใกล้ตัว คือธุรกิจอาหาร “เป็นคนชอบทำอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนชาไทยชอบดื่มมาก ชอบจนคิดว่าจะทำเอง ซึ่งพอทดลองแค่สองสามวันก็ทำได้เลย จากนั้นเพื่อนมาเยี่ยมมาหา นักแสดงดารามาก็ให้ชิม ปรากฎทุกคนชมว่าอร่อย ใจก็คิดนะว่าน่าจะลองทำขาย โดยมองตลาดออนไลน์ ซึ่งก็ได้เพื่อนๆ สั่งซื้อ กลายเป็นบอกต่อ และในที่สุดทุกคนเชียร์ให้ทำแบบเป็นเรื่องเป็นราว”

คำว่าเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่แค่ปรุงรสตักใส่ขวดแล้วไปขาย แต่นั่นหมายถึงต้องได้มาตรฐาน เพื่อจะได้ส่งไปยังตลาดใหญ่ๆ ได้

เปิดตลาดชาไทย ขายเดือนละ 5 พันขวด

เมื่อคิดดังนี้ คุณปวีณ ตัดสินใจซื้อทาวน์โฮมราคา 3 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งเป็นโรงงานขนาดเล็ก พร้อมทั้งเดินทางไปกระทรวงสาธารณะสุข เพื่อขอข้อมูลและทำเรื่องขอเครื่องหมาย อย. จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งกว่าจะผ่านเกณฑ์และได้รับการรับรองใช้เวลากว่า 1 ปี

“กระบวนการยื่นขอเครื่องหมายรับรอง อย. จะใช้เวลาค่อนข้างนานมาก เพราะต้องถูกต้องตามมาตรฐานกำหนดไว้ แต่ในส่วนของการปรับสูตรใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ก็แล้วเสร็จ ที่ต้องปรับเพราะเข้าสู่กระบวนการขายจริงจังแล้ว รสชาติและวัตถุดิบทุกอย่างต้องได้คุณภาพ ได้มาตรฐาน มีหลักชั่งตวงวัดละเอียด และต้องส่งสูตรให้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตราจสอบด้วย”

“หอมละมุน” ได้รับมาตรฐาน อย. เป็นที่เรียบร้อย จึงพร้อมเดินหน้าสู่ตลาดส่งจำหน่าย โดยพุ่งเป้าไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งปัจจุบันได้วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน ท็อปมาร์เก็ต วิลล่ามาร์เก็ต โดยยอดส่งจำหน่ายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 ขวด

“ตอนนี้ส่งไปจำหน่ายที่คิงก์พาวเวอร์ ดิวตี้ฟรี ซอยรางน้ำ ซึ่งยอดสั่งซื้อก็ถือว่าน่าพอใจ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นไปอีก โดยกำลังการผลิตปัจจุบันสามารถทำได้วันละ 500 ขวดสบายๆ แต่การผลิตของเราจะเป็นไปตามยอดสั่งซื้อ ซึ่งจริงๆ แล้วมีหลายห้างฯ ติดต่อขอให้นำไปวางจำหน่าย แต่ติดตรงกำลังผลิตตอนนี้ได้แค่นี้ เราผลิตกันแค่ 5 คน เป็นเอสเอ็มอี ก็ต้องค่อยๆ ก้าว แต่ถือว่าโตได้เร็วมาก ใน 10 เดือน มียอดขายขนาดนี้เรียกว่าไปได้ไกลกว่าที่คิดไว้”

หอมละมุน มิได้ผลิตเพียงแค่ชานมเท่านั้น แต่ยังมีเครื่องดื่มอีก 3 ชนิดที่บรรจุขวดพร้อมดื่มจัดจำหน่าย อย่าง ชาเขียว กาแฟเฮเซลนัท และชาดำ โดยสินค้าขายดีอันดับหนึ่งได้แก่ชานม

“หลายคนบอกว่าชานมไม่น่าจะเป็นสินค้าขายดี เพราะประเทศไทยหาทานง่ายมาก รถเข็นมีอยู่ทั่วเมือง แต่เรามีการสำรวจตลาดแล้วว่า เครื่องดื่มชาไทยที่อยู่ในรูปแบบพร้อมดื่มยังหายากมากในชั้นวางของห้างสรรพสินค้าหรือในตู้แช่ เราจึงเห็นโอกาสตรงนี้ อย่างตัวเราเอง ร้อนๆ อยากทานชาไทย จะขับรถออกไปซื้อ หรือเดินออกไป มันก็คือความยุ่งยากพอสมควร แต่ถ้ามีติดตู้เย็นไว้ จะดื่มเมื่อไหร่เปิดขวดดื่มได้เลย ซึ่งเมื่อหอมละมุนผลิตออกมา ก็สามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ได้จริงๆ โดยผู้ซื้อหลักตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป”

หวานน้อยกลมกล่อม ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

ดังได้กล่าวแล้วว่า หอมละมุนผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม ไม่ต้องเติมน้ำแข็ง ฉะนั้นความเข้มข้นของเครื่องดื่มต้องอยู่ในระดับเหมาะสม และด้วยคุณปวีณเป็นผู้หนึ่งซึ่งรักสุขภาพ และไม่ชอบทานรสหวาน จึงผลิตเครื่องดื่มให้ลูกค้าตามแบบที่ตนเองชอบ คือ ให้รสหวานน้อยแต่หอมมันกลมกล่อม

ในส่วนของกระบวนการผลิต ใส่ใจตั้งแต่คัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพดี ซึ่งหาได้ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น นมสด ชา น้ำตาล ครีมเทียม โดยไม่เติมวัตถุกันเสีย ส่วนกรรมวิธีผลิตนั้นใช้ระบบพลาสเจอร์ไร ซึ่งคงอายุของผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 35 วัน เมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 2-4 องศาฯ

“ได้มีการส่งเครื่องดื่มไปตรวจกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งการเก็บรักษานั้นสามารถอยู่ได้ถึง 60 วัน แต่ในกระบวนการขายต้องมีเรื่องของการขนส่ง การเดินทาง และรวมไปถึงตู้แช่ของร้านที่รับไปจำหน่ายซึ่งอุณหภูมิความเย็นอาจไม่ได้ตามกำหนด จึงต้องเผื่อข้อผิดพลาดไว้ ส่วนราคาขายปลีกโดยทั่วไปอยู่ที่ 45 บาทต่อขวด ส่วนราคาส่งจะพิจารณาไปตามยอดสั่งซื้อ และวิธีซื้อ เพราะลูกค้าบางรายซื้อขาด บางรายเป็นลักษณะฝากขาย แต่รวมๆ แล้วผลกำไรถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้สบายๆ”

สอบถามไปถึงการลงทุน คุณปวีณ เล่าให้ฟังว่าครึ่งหนึ่งหมดไปกับการซื้อทาวน์โฮมเพื่อสร้างเป็นสถานที่ผลิต 3 ล้านบาท ส่วนการลงทุนในส่วนอื่นๆ อาทิ วัตถุดิบ อุปกรณ์ บรรจุภัณฑ์ ประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งถึงวันนี้ยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ กอปรกับกิจการขยายเร็ว การลงทุนจึงต้องมีมาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นใน 3-5 ปีนี้อาจจะยังไม่คุ้มทุน แต่ในระยะยาวถือว่าเป็นธุรกิจที่ไปได้ดีและมีโอกาสก้าวไปตลาดต่างประเทศ

“ตอนนี้ตลาดหลักคือห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต แต่จะมีบ้างที่เพื่อนๆ สั่งไปต้อนรับในงานอีเวนต์ครั้งละ 100-200-300 ขวด ซึ่งเราก็ยินดีส่งให้ ซึ่งในส่วนตลาดนี้ยังคงมีติดต่อให้นำสินค้าไปจำหน่ายต่อเนื่อง แต่อย่างที่บอกกำลังผลิตไม่พอ และออฟฟิศเราเล็กจึงไม่สามารถสต็อกสินค้าได้มากนัก ต้องขอค่อยๆ ขยับไปทีละขั้น

เข้าถึงลูกค้าคนไทย ต่างชาติสนใจชื่นชอบ

ส่วนตลาดต่างประเทศถือเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจมาก เพราะฝรั่งและชาวต่างชาติชอบชาไทย อย่างร้านของพี่สาวที่อยู่สหรัญอเมริกา เขาทำชาไทยจำหน่ายด้วย ต้มแทบไม่ทัน พอสามีน้องสาวซึ่งเป็นฝรั่งมาได้ทานชาหอมละมุนเขาบอกเลยว่าถ้าไปขายที่สหรัฐอเมริกาขายดีแน่ๆ และจากที่เราวางจำหน่ายในวิลล่าย่านสุขุมวิทย์ หรือในคิงก์พาวเวอร์ ลูกค้าหลักคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งเขาชื่นชอบมาก นี่คือโอกาส แต่ตรงนี้คงต้องใช้เวลา คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ เพราะต้องศึกษากระบวนการผลิต ระบบพลาสเจอร์ไรเก็บได้แค่ 30 กว่าวัน อาจต้องใช้ระบบยูเอสที หรือสเตอริไลส์ ที่มีอายุการเก็บรักษาเป็นปี แต่ว่าก็ต้องดูอีกว่าทำให้รสชาติผิดเพี้ยนหรือไม่ คงต้องขอใช้เวลาในการศึกษาข้อมูล”

หากดูภาพรวมตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย ถือว่าทั้งคู่แข่งทางตรงและทางอ้อมมีมากพอสมควร อะไรทำให้หอมละมุนซึ่งเป็นน้องใหม่เติบโตได้รวดเร็วเช่นนี้

“ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นเราอาจเป็นคนที่โชคดีตรงที่มีคอนเน็กชั่นดี เพราะเราอยู่ในวงการบันเทิง มีเพื่อนดารา ซึ่งเขาได้ดื่มจริง แล้วชอบ กลุ่มลูกค้าแรกๆ จึงเป็นคนในวงการ ก็ถือว่าเขาช่วยให้หอมละมุนเป็นที่รู้จัก เริ่มได้แบบปากต่อปาก บวกกับโซเชี่ยลที่ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เฟสบุค ไอจี ไลน์ แต่สุดท้ายแล้วสินค้าจะยั่งยืน และสามารถเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้ คือต้องอร่อย คุณภาพดี ถูกปาก และถูกใจเขา ฉะนั้นปลายทางมันคือคุณภาพและความตั้งใจในการผลิตสินค้า ซึ่งเราให้สโลแกนหอมละมุนว่า ความสุขที่คุณดื่มได้ หอมละมุนทุกขวด หวานน้อยไม่มีวัตถุกันเสีย นี่คือสิ่งที่เราพยายายามยืนยันกับลูกค้า”

คุณปวีณ ว่าในวันนี้ถือว่าหอมละมุนโตเร็ว และมีโอกาสโตได้อีกไกล ซึ่งความสำเร็จนี้ เธอบอกว่าเกิดขึ้นได้เพราะเลือกทำในสิ่งที่รัก ส่งผลให้ทุ่มใจเต็มร้อย และสิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือความสุข

“บางคนเห็นเปลี่ยนตัวเองมาทำตรงนี้ เขาถามเลยว่าทำได้อย่างไร จริงๆ มันตอบยากนะว่ามันต้องมีกระบวนการอะไรบ้าง รู้แค่ว่าเราตั้งใจทำทุกๆ อาชีพให้ดีที่สุด ส่วนหลายคนที่กังวลกับตัวเลขอายุมากแล้วไม่กล้าทำ ต้องบอกว่าสำหรับตัวเอง เวลาทำอะไรไม่เคยมองตัวเลขอายุ แต่ยอมรับว่าตอนเปลี่ยนมีความกังวลนิดหน่อยเพราะไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน เคยอยู่แต่งานในรูปแบบพนักงานบริษัท และตรงนั้นมีพร้อมทุกอย่าง ทั้งสื่อ ดารา แต่พอมาเป็นเจ้าของ เราต้องทำเองหมด คุมการผลิต ทำตลาดเอง และยิ่งอาหารละเอียดอ่อนพลาดไม่ได้ แต่สุดท้ายคือลงมือทำ ไม่เอาอะไรมาเป็นอุปสรรค จริงใจกับงาน ซึ่งพอให้ใจแล้วผลตอบแทนจะกลับมาเอง”

บทความก่อนหน้านี้นักร้องนำวงคาราเมล เปิดสูตรปูไข่ดอง -น้ำจิ้มซีฟู้ดพริกเกลือ ขายดีเตรียมส่งออก
บทความถัดไปขายมานานกว่า 20 ปี “ข้าวเหนียวมูนป้าเยาว์” ขนมไทยเจ้าเด็ด ย่านติวานนท์