“ดาลัต” สวิตเซอร์แลนด์แห่งเวียดนาม เสน่ห์ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง

แม้ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ไปดาลัต (DALAT) แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางภาคใต้ของเวียดนาม แต่ยังตื่นตาตื่นใจไม่ต่างจากครั้งแรกนัก เพราะการไปในแต่ละฤดูกาลก็ให้รสชาติและความประทับใจที่ไม่เหมือนกัน อย่างล่าสุดไปช่วงปลายฝนต้นหนาวเมื่อไม่นานมานี้ แต่ยังมีฝนตกประปรายอยู่บ้าง เลยทำให้อากาศไม่หนาวจัดเหมือนช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม แค่เย็นๆ ในตอนกลางคืนเท่านั้น

ว่าไปแล้วเมื่อไม่กี่ปีมานี้จะเห็นกรุ๊ปทัวร์ไทยไปเที่ยวดาลัต (อยู่ในจังหวัดเลิมด่ง) กันหนาตาขึ้น สาเหตุสำคัญเนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังทางภาคใต้ของเวียดนาม ถึงขนาดได้รับสมญานามว่า เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลินิรันดร หรือเมืองในหมอก บ้างก็ว่า เป็นปารีสน้อยแห่งอินโดจีน ซึ่งในสมัยที่ฝรั่งเศสปกครองเวียดนาม เมืองนี้เป็นเมืองตากอากาศของบรรดาผู้บริหารชาวฝรั่งเศส ซึ่งกษัตริย์องค์สุดท้าย กษัตริย์เบ๋าได๋ของเวียดนามก็มีพระราชวังตากอากาศอยู่ที่เมืองนี้

16010583_1626688714024894_1320954640_o

สูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร

ทำไมถึงได้รับสมญานามปารีสน้อยแห่งอินโดจีน…ด้วยความที่ว่าดาลัตห้อมล้อมไปด้วยขุนเขาน้อยใหญ่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร ด้วยภูมิประเทศที่สวยงามและอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย 15-25 องศาเซลเซียส กลางคืนอาจจะต่ำกว่านี้อีก โดยเฉพาะในหน้าหนาว ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งฮันนีมูนยอดฮิตของคู่บ่าวสาวเวียดนาม

ดาลัตนั้นอยู่ห่างจากโฮจิมินห์ประมาณ 300 กิโลเมตร ไปได้ทั้งทางเครื่องบินและรถยนต์ ถ้าขึ้นเครื่องจากโฮจิมินห์ใช้เวลาเกือบชั่วโมง แต่ถ้านั่งรถยนต์ต้องใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง เพราะเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นที่สูง สำหรับการทัวร์ครั้งนี้คณะของบริษัท ท็อปฮิตทัวร์ (2000) ทราเวล เซ็นเตอร์ จำกัด ที่มีลูกทัวร์เกือบ 70 คน ไปกัน 2 คันรถบัส เดินทางมาจากโฮจิมินห์ แล้วแวะที่เมืองท่องเที่ยวอีกแห่งคือ มุยเน่ ก่อนจะมาดาลัต ซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่โชคดีที่สองข้างทางเป็นวิวที่สามารถถ่ายรูปได้ เลยสนุกไปอีกแบบ โดยเฉพาะที่เมืองมุยเน่ อันเป็นแหล่งใหญ่ในการปลูกต้นแก้วมังกรเพราะเป็นพื้นที่แห้งแล้งที่สุดของประเทศ ถึงขนาดมีทะเลทราย ซึ่งถือเป็นจุดขายทางด้านการท่องเที่ยวไปเลย

ความจริงดาลัตมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ถ้ามีเวลาสัก 3-5 วันก็จะได้เที่ยวครบแบบไม่ต้องเร่งรีบ แต่สถานที่หลักๆ ที่จะไปกันมีไม่กี่แห่ง อาทิ น้ำตกดาทันลา วัดตรึกลาม ซึ่งที่นี่มีบริการนั่งรถกระเช้าไฟฟ้าชมเมืองดาลัตจากมุมสูง โดยขึ้นจากสถานีที่อยู่หน้าวัดตรึกลาม ทะเลสาบเตวียนลาม พระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์เบ๋าได๋ หุบเขาแห่งความรัก ตลาดไนท์บาซาร์ และ Crazy House หรือบ้านต้นไม้ ฯลฯ ซึ่งสถานที่แต่ละแห่งก็อยู่ไม่ไกลกันนัก แต่สำหรับทัวร์ไทยที่ชอบถ่ายรูปกันเป็นอาชีพนั้น อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่คณะทัวร์กำหนด เพราะหลายคนนอกจากจะเสียเวลากับการถ่ายรูปแล้ว ยังขอแวะร้านขายของที่ระลึกอีกต่างหาก

ในสายตาของคนไทยอาจจะมองว่าอาคารบ้านเรือนของดาลัตสวยงามเพราะเป็นบ้านสไตล์ยุโรป อีกทั้งยังชอบใจอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี ทำให้ดาลัตเป็นเมืองที่มีคนไทยมาเที่ยวเป็นอันดับ 1 ตามด้วยคนเวียดนามเอง แต่สำหรับคนในซีกโลกตะวันตกกลับไม่ชอบเมืองนี้สักเท่าไหร่ และมาเที่ยวกันน้อย เพราะสภาพภูมิอากาศหรือบ้านเรือนก็เหมือนกับบ้านของพวกเขา

การไปเที่ยวพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์เบ๋าได๋นั้น จะต้องถอดรองเท้าและสวมถุงเท้าผ้าบางๆ ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ พระราชวังแห่งนี้แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็มีหลายห้องให้เที่ยวชม ซึ่งคนไทยมักติดใจสงสัยห้องบรรทมของกษัตริย์เบ๋าได๋ที่อยู่ห้องหนึ่ง ในขณะที่ห้องมเหสีอยู่อีกห้องหนึ่ง

ที่นี่ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2476 ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 5 ปี ตัวอาคารมี 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นห้องประชุม สถานที่จัดเลี้ยงต้อนรับแขกคนสำคัญ ห้องทำงาน และห้องรับรองต่างๆ ส่วนชั้นสองเป็นห้องบรรทมทั้งห้องของกษัตริย์เบ๋าได๋ พระมเหสี พระโอรส พระธิดา ซึ่งหลังจากที่กษัตริย์เบ๋าได๋ กษัตริย์องค์สุดท้ายของเวียดนาม เสด็จออกจากประเทศ ไปพำนักยังประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1975 ที่นี่ก็กลายเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ แต่ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปแล้ว

15991788_1626688700691562_1635635813_o

แหล่งดอกไม้-ผัก-ผลไม้เมืองหนาว

คุณเหงียน เฟือง งา ไกด์สาวประจำคณะ วัย 27 ปี เล่าถึงกษัตริย์พระองค์นี้ โดยตอกย้ำว่าเป็นกษัตริย์ที่ไม่ดีของเวียดนาม เพราะเป็นตัวเชิดของเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส

อย่างที่บอก ดาลัตเป็นเมืองที่มีอากาศเย็นตลอดปี บางวันมีถึง 4 ฤดูในวันเดียวกัน มีทั้งฝนทั้งหมอกลง แต่ไม่มีหิมะเหมือนที่ซาปา ที่นี่จึงเป็นแหล่งปลูกไม้เมืองหนาว ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่ มะคาเดเมีย กาแฟ อาร์ติโชค และผักเมืองหนาวทั้งหลาย ซึ่งจะเห็นเกษตรกรปลูกพืชแบบกางมุ้งเต็มไปหมด และสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งก็ปลูกไม้ดอกเมืองหนาวให้ได้ชมกัน เหมาะกับการถ่ายรูปยิ่งนัก

สำหรับการปลูกผักกางมุ้งนี้ เพื่อกันหมอกและกันแมลง คุณงาไกด์ของคณะ เล่าว่า ทางญี่ปุ่นได้มาถ่ายทอดเทคโนโลยีพวกนี้ให้ และส่งผลิตผลต่างๆ ไปยังประเทศญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ชอบในดาลัตก็คือ ถนนคนเดิน ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง ที่นี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวของเวียดนามและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนไทยที่มีจำนวนไม่น้อยเลย เป็นจุดที่วุ่นวายพอสมควร เพราะดูเหมือนร้านรวงและคนขายของจะมากขึ้นกว่าเมื่อ 4 ปีก่อนที่เคยไปมา

15967526_1626688617358237_2147142370_o

ถนนคนเดินมีสินค้าหลากหลาย จะซื้อผลไม้หรือผักเมืองหนาวก็มี อย่างอะโวกาโด กิโลกรัมละ 30-50 บาท กระเป๋าสารพัดแบบในราคาไม่แพง ที่สำคัญ ต่อรองราคาได้ด้วย และยังมีผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดประเภทของที่ระลึกอีกมากมาย เสียดายมีเวลาไม่มาก ที่จริงต้องมีเวลาเดินสักสองสามชั่วโมงถึงจะเดินทั่วและมีเวลาซื้อของ สาวๆ หลายคนซื้อเสื้อถักไหมพรมที่ราคาไม่แพง ตกตัวละ 100 กว่าบาทเอง มีหลายแบบให้เลือก

อย่างที่บอก ดาลัตเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวเวียดนามและชาวเอเชียทั้งหลาย จึงไม่น่าแปลกใจที่มีร้านขายของฝากของที่ระลึกผุดเป็นดอกเห็ด มีทั้งร้านเล็กร้านใหญ่ แล้วแต่บริษัททัวร์จะพาไปที่ไหน สำหรับบริษัท ท็อปฮิตทัวร์ฯ พาไปร้านใหญ่ทีเดียว ชอบตรงที่เขามีชา กาแฟ และผลไม้อบแห้งให้ชิมแบบไม่อั้น ซึ่งก็คุ้มทีเดียว เพราะกรุ๊ปคนไทยซื้อกันเยอะแยะ โดยทางร้านใช้กลยุทธ์การขายที่ว่าถ้าซื้อครบ 5 ชิ้น จะได้แถมอีก 1 ชิ้น เลยต้องใช้วิธีรวบรวมสมาชิกแล้วซื้อเพื่อให้ได้ราคาถูกลงมาหน่อย

16106094_1626688704024895_602426446_o

2 เรื่องที่คนเวียดนามไม่ทำตามลุงโฮ

เท่าที่ดูผลิตภัณฑ์หลายอย่างก็เหมือนกับของไทย อย่างเช่น น้ำลูกหม่อน น้ำสตรอว์เบอร์รี่ ฯลฯ ที่แปลกใจก็คือมีเหล้าขาวใส่ไหใส่ตุ่มเล็กๆ เหมือนบ้านเราเลย ไม่รู้ว่าใครทำก่อนกัน

ชาวคณะหลายคนซื้อชาอาร์ติโชค สมุนไพรชื่อดังที่มีสรรพคุณหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างเช่น บำรุงหัวใจและช่วยให้นอนหลับ ตามด้วยเม็ดบัวอบ ซึ่งราคาก็ไม่ถูกเลย น้ำหนัก 200 กรัม ราคา 200 บาท ถ้าไม่มีเงินด่องก็ไม่มีปัญหา เพราะที่ดาลัตสามารถใช้เงินไทยซื้อได้เลย

คุณงา เล่าว่า คนที่ดาลัตส่วนใหญ่เป็นคนรวยเพราะทำอาชีพท่องเที่ยว และมักจะสร้างบ้านหลังใหญ่อยู่นอกเมือง บางบ้านยังมีปล่องไฟอยู่ ซึ่งสร้างเมื่อสมัยฝรั่งเศสปกครองเวียดนามเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา โดยดาลัตเป็นเมืองที่สร้างเมื่อ 120 ปีก่อน

ตรงกลางเมืองมีทะเลสาบขนาดใหญ่ ช่วงเช้าๆ เย็นๆ มีผู้คนมาเดินเล่น มาปั่นจักรยานออกกำลังกายกันอย่างสนุกสนาน

16111272_1626688664024899_1374866740_n

ว่าไปแล้วแม้เสน่ห์ของดาลัตจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่หลายสิ่งหลายอย่างของที่นี่ก็เปลี่ยนไป (ในทางที่ดี) อย่างเช่น สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งเพิ่มจุดถ่ายรูปมากขึ้น บางแห่งจัดรถกอล์ฟไว้บริการสำหรับคนที่ไม่ชอบเดินหรือเดินไม่ไหว มีม้าตัวเล็กให้ขี่ชมทิวทัศน์ ฯลฯ

ระหว่างนั่งรถเดินทางกลับไปโฮจิมินห์ ซึ่งใช้เวลานานถึง 7 ชั่วโมง บริษัท ท็อปฮิตทัวร์ฯ ก็ได้จอดรถให้เข้าห้องน้ำ ให้ซื้อของ ร้านพวกนี้มีห้องน้ำสะอาดให้เข้า ใครอยากจะทานไอศกรีมหรือผลไม้อะไรก็ซื้อได้ในราคาไม่แพงนัก

คุณงา เล่าเรื่องของนครโฮจิมินห์ให้ฟังว่า คำคำนี้ในภาษาเวียดนาม แปลว่า แสงสว่างแห่งทางออก ตั้งชื่อเพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับลุงโฮ วีรบุรุษตลอดกาลของชาวเวียดนาม อย่างไรก็ตาม แม้คนเวียดนามจะเคารพรักลุงโฮอย่างสุดหัวใจ แต่เธอบอกว่า มี 2 อย่างที่คนเวียดนามจะไม่เดินตามรอยลุงโฮ นั่นคือ การไม่แต่งงานกับการสูบบุหรี่

มาเวียดนามครั้งนี้เห็นชัดว่าบ้านเมืองเขาพัฒนาขึ้นเยอะ ผู้คนมีฐานะดีขึ้น เห็นได้จากอาคารบ้านเรือนที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด รวมทั้งคอนโดมิเนียมด้วย และตอนนี้ก็มีนักธุรกิจข้ามชาติไปลงทุนไปสร้างโรงงานที่นั่นเยอะแยะ บางส่วนย้ายฐานการผลิตจากไทยไป โดยมีเกาหลีใต้เป็นผู้ลงทุนมากอันดับ 1 ตามด้วยญี่ปุ่น

อีกหน่อยภาพที่เรามองเราเห็นเวียดนามย่อมจะเปลี่ยนไป และเชื่อว่าไม่นานเกินรอ เวียดนามจะก้าวมาเป็นประเทศแถวหน้าในอาเซียน

บทความก่อนหน้านี้โครงการหลวง ส่งสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 88 เข้าห้างเกรดพรีเมี่ยม ขายแข่งกับของเกาหลี-ญี่ปุ่น
บทความถัดไปคณะครู-นักเรียนจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากราบพระบรมศพ ยอดสักการะทะลุ 3.1 ล้าน