KTIS ปั้น “ทายาทไร่อ้อย” สู่เถ้าแก่น้อย Smart Farming

กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS Group ก่อตั้งโดย คุณจรูญ และ คุณหทัย ศิริวิริยะกุลเดิม KTIS เป็นที่รู้จักกันในนาม กลุ่มน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ ผู้กระจายสินค้าน้ำตาล ก่อนจะพัฒนาและก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตน้ำตาลในเวลาต่อมา และขยายธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบัน กลุ่ม KTIS ได้กลายเป็นกลุ่มบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาลและผลพลอยได้จากน้ำตาลอย่างครบวงจร

โดยมี บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทแม่ ที่ดำเนินธุรกิจในเครือ อันประกอบด้วย โรงงานน้ำตาล, ธุรกิจ Bio Product และ Bio Energy ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาล แม้จะขยายธุรกิจไปสู่ตลาดอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่นโยบายสำคัญที่สุดของ KTIS คือ ชาวไร่อ้อยมั่งคั่ง กลุ่ม KTIS มั่นคง

คุณป่าน- ภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายไร่ กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) วัย 26 ปี

คุณป่านภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายไร่ กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วัย 26 ปี เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า KTIS เป็นโรงงานผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาล และผลพลอยได้จากน้ำตาล อย่างเยื่อกระดาษฟอกขาวจากชานอ้อย, เอทานอลจากกากน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย

แต่ด้วยผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายไร่ของบริษัท มีวิสัยทัศน์ว่าจะทำอย่างไรให้มีอ้อยเพียงพอต่อการป้อนส่งโรงงาน และทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่เป็นพันธมิตรคู่ค้านั้นดีขึ้น ตามนโยบาย ชาวไร่อ้อยมั่งคั่ง กลุ่ม KTIS มั่นคงจึงเกิดไอเดียเป็น โครงการปั้นทายาทชาวไร่อ้อย สู่เถ้าแก่น้อยนั่นเอง

โครงการนี้เกิดจากการที่เราคิดง่ายๆ ว่า เรามองดูพนักงานระดับสูงๆ ที่อายุก็เยอะแล้ว แล้วก็ทำธุรกิจคู่กับเกษตรกรชาวไร่มานาน ซึ่งเขาก็อายุเยอะแล้วเช่นกัน ก็มานั่งคิดกันในที่ประชุมว่า ถ้าสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นพ่อไปรุ่นลูกรุ่นหลานได้ มันก็น่าจะดีต่อทั้งทางบริษัทและทั้งครอบครัวเกษตรกรด้วยคุณป่าน กล่าว

โดยโครงการปั้นทายาทไร่อ้อย สู่เถ้าแก่น้อย นี้เป็นแนวคิดใหม่ที่ทางบริษัทได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรชาวไร่มาได้ 3 ปีแล้ว โดยกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งหมด 30 คน ซึ่งเป็นเกษตรกรชาวไร่ที่มีหัวก้าวหน้า เป็นกลุ่มคนที่ยอมฟังความคิดเห็นของคนอื่น และสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งทำให้ทางบริษัทสามารถนำความเห็นนั้นไปพัฒนาต่อยอดได้

ต้องเรียนก่อนว่า โครงการนี้แม้จะทำมา 3 ปีแล้ว แต่ก็ยังถือเป็นโครงการนำร่องอยู่ เพราะเป็นแนวคิดใหม่ ที่เกษตรกรยังไม่เข้าใจกันเท่าไหร่ วิธีการหรือคุณสมบัติของเกษตรกรที่จะเข้าโครงการ จึงจำเป็นต้องเป็นเกษตรกรที่ทำการค้าขายกับทางบริษัทมาก่อน และมีคุณสมบัติเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือทัศนคติใหม่ๆ ซึ่งเราเรียกเกษตรกรชาวไร่กลุ่มนี้ว่า กลุ่มผู้นำ และ 2 เกษตรกรผู้นำ ต้องมีทายาทที่จะสืบทอด เพราะเป้าหมายหลักๆ ของกลุ่ม คืออยากให้คนรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรโดยเฉพาะไร่อ้อย เพราะเราเชื่อว่าการทำไร่อ้อย เป็นอาชีพที่ดี สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรสูง หากทำอย่างถูกต้องโดยเรามีการลงพื้นที่ เข้าไปสร้างรากฐานด้วยการให้ความรู้กับเกษตรกรที่เข้าร่วม ตามแหล่งที่ตั้งโรงงานของบริษัทในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูกอ้อยอย่างถูกวิธี ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตและกำไรมากขึ้น อีกทั้งสอนการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในการเกษตร ทำให้เหนื่อยน้อยลง เกษตรกรที่จะมาเรียนรู้กับเรา ก็เป็นเกษตรกรกลุ่มผู้นำ และทายาทนั่นแหละ เป็นการทำให้คนที่อยู่กันคนละยุค คนละเจเนอเรชั่น ได้เข้าใจกันและกันมากขึ้น ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ครอบครัวอีกด้วย

เกษตรกรที่เข้าร่วม จะได้รับการอบรมและสอนวิธีการทำเกษตรไร่อ้อยอย่างถูกวิธี โดยมีการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการทำการเกษตร ซึ่งทำให้เกษตกรเหนื่อยน้อยลง แต่ได้กำไร มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น ทำให้คุณภาพชีวิตดี และยั่งยืนขึ้น เป็นการซื้อใจพันธมิตรคู่ค้า ซึ่งส่งผลให้มีความเชื่อมั่นที่จะทำงานกับทางกลุ่ม KTIS ต่อไปด้วย

คุณป่าน กล่าวต่อว่า จริงๆ โครงการปั้นทายาทไร่อ้อย สู่เถ้าแก่น้อย นี้ ตนอยากให้เกษตรกรและทายาททุกคนได้เข้าร่วม แต่เนื่องจากเป็นโครงการที่อยู่ในระยะนำร่อง อีกทั้งโรงงานผลิตน้ำตาลก็มีคู่ค้าเป็นของตัวเอง  จึงขอเน้นเป็นกลุ่มเกษตรกรพันธมิตรคู่ค้าของบริษัท ซึ่งมีความคุ้นเคยกันเสียก่อน เพราะสามารถพูดคุยกันได้ง่ายกว่า และหากประสบความสำเร็จได้ตามเป้าที่คาดหวัง รวมถึงมีคนสนใจเพิ่มขึ้น ก็อาจจะมีการขยายผลให้เกษตรกรคนอื่นๆ ได้เข้ามาเรียนรู้ ซึ่งคุณป่านคาดว่า น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 5 ปีในการเห็นผลความก้าวหน้า 

คุณป่าน- ภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายไร่ กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) วัย 26 ปี

สิ่งที่บริษัทได้คือความยั่งยืน ยั่งยืนทั้งในส่วนของธุรกิจของบริษัท และเกษตรกรพันธมิตรของเราเอง ก็มีอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัวที่ยั่งยืนขึ้น เป็นการสืบทอดอาชีพที่น่าภูมิใจและสร้างความมั่นคงให้ชีวิตได้มากอาชีพหนึ่งเลยทีเดียวคุณป่าน กล่าวปิดท้าย

บทความก่อนหน้านี้NEA ร่วมมือพันธมิตร ติดสปีด SMEs ไทย ติวเข้มการพิทชิ่ง พร้อมดันเข้าอาเซียน
บทความถัดไป“วุ้นกะทิ” สุดครีเอต ไม่ต้องง้อลายลิขสิทธิ์ก็ขายดิบขายดี