“ผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้บนดินภูเขาไฟ” ของดีเมืองบุรีรัมย์ เตรียมส่งออกต่างแดน

“ผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้บนดินภูเขาไฟ” ของดีเมืองบุรีรัมย์ เตรียมส่งออกต่างแดน

บุรีรัมย์ นอกจากจะเป็นเมืองเก่าแก่แหล่งรวมอารยธรรมขอมโบราณ ที่มีความสำคัญในฐานะแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ขึ้นชื่อ อย่าง ปราสาทหิน พนมรุ้ง และ ปราสาท เมืองต่ำ แล้ว ยังถือเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อในเรื่องของ ดินภูเขาไฟเมืองไทย อีกด้วย

“เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้คุยกับ คุณไอรีน-ชนกชนม์ อักษรวุฒิ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกและแปรรูปว่านหางจระเข้ จังหวัดบุรีรัมย์ อีกหนึ่งในเคสที่เล็งเห็นประโยชน์และคุณสมบัติของว่านหางจระเข้ ในการสร้างเงินรายได้จากพืชชนิดนี้

โดยคุณไอรีน เล่าให้ฟังว่า ธุรกิจปลูกและแปรรูปว่านหางจระเข้ เกิดจากความสนใจด้านเครื่องสำอางของตนอีกทั้งมีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง จนเกิดเป็นองค์ความรู้ และนำมาต่อยอดประยุกต์ใช้เข้ากับสวนไร่ของพ่อแม่ ที่มีอยู่ประมาณ 10 ไร่ มาปลูกว่านหางจระเข้ โดยคัดเลือกว่านหางจระเข้พันธุ์  บาร์บาเดนซิส ซึ่งเป็นพันธุ์ใหญ่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา แต่ปลูกแพร่หลายในยุโรป มาปลูกในไร่หมู่บ้านสระเร่ จ.บุรีรัมย์

ซึ่งพื้นดินของจ.บุรีรัมย์ เป็นดินที่มีลักษณะเด่น คือ มีภูเขาไฟถึง 6 ลูก ถือเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำธรรมชาติ และเป็นอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น ด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อ จึงเป็นที่มาของการปลูกว่านหางจระเข้เพื่อผลิตเครื่องสำอาง ภายใต้แบรนด์ “Alohim Aloe Vera Farm”

คุณไอรีน-ชนกชนม์ อักษรวุฒิ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกและแปรรูปว่านหางจระเข้ จังหวัดบุรีรัมย์

“เริ่มแรก ไอรีนทำคนเดียว ระยะหลังๆ ก็มีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ 3 ปีแล้ว ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มราวๆ 19 คน พื้นที่เพาะปลูกว่านหางจระเข้มีราวๆ 20 ไร่ ก็เป็นที่ดินของคนในกลุ่มรวมๆ กัน โดยเรามีการปันผลคนในกลุ่ม คนในชุมชนได้ทั้งการผลิต และการปลูก เขาปลูกและส่งให้เราผลิต ถือเป็นอาชีพเสริมจากการปลูกมันสำปะหลัง อ้อยและข้าว อย่างหนึ่ง”

ในขณะนั้น เธอพัฒนาสินค้าของแบรนด์มาได้ 3 ปีแล้ว แต่อยากหาองค์ความรู้ใหม่ๆ และอยากพัฒนาต่อยอดสินค้า ที่เดิมก็เป็นของดีเมืองบุรีรัมย์อยู่แล้ว ให้มีคุณภาพที่ดีและมีความหลากหลายมากขึ้น จึงมีการเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ SME ของสสว. ก่อนจะมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการ Excellence Center ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

และเมื่อมาร่วมโครงการก็ได้ต่อยอดสินค้าออกมามากมาย เช่น สบู่ ครีม เจล สครับ โลชั่น แชมพู ครีมนวด จากว่านหางจระเข้ รองพื้น ครีมกันแดด เบสรองพื้นกันแดด ที่มีผสมว่านหางจระเข้ ที่ได้ร่วมกันทำงานวิจัยกับม.เทคโนโลยีสุรนารี และคว้ารางวัล Product Champion 2019 ไปได้ในที่สุด

“โครงการนี้เราทำระยะเวลานาน และยังคงอยู่เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ที่บางคนเพิ่งเกิด บางคนเกิดแล้วแต่ไปต่อไม่ถูก หรือบางแบรนด์กำลังจะออกตลาดต่างประเทศได้แล้ว ศูนย์ต้องคอยมอนิเตอร์และให้คำแนะนำ ปรับปรุง ยกระดับด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ผ่านการวิจัยและพัฒนา เพื่อทำให้ผลผลิตมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งผลิตภัณฑ์ไทยหลายๆ ผลิตภัณฑ์คุณภาพไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่สินค้าราคาไม่สูงมาก ทำอย่างไรในการเพิ่มมูลค่าและขายทั่วโลกได้ ศูนย์จะเป็นตัวช่วยผลักดันผู้ประกอบการในทุกๆ ระดับ ปีนี้มีโปรดักต์แชมเปี้ยนแค่หนึ่ง ปีต่อๆ ไปน่าจะมีเพิ่มขึ้นแน่นอน ซึ่งกระบวนการผลิต เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ บวกแผนการตลาดที่ดีจะนำพาเขาสู่การเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนได้” ผศ.ดร.อรรถพล มณีแดง รองผู้อำนวยการเทคโนธานี ฝ่ายบริหารจัดการนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ให้สัมภาษณ์เสริม

แต่ชีวิตการเป็นเกษตรกร ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคสำหรับผู้ประกอบหน้าใหม่ที่คุณไอรีนได้ประสบคือ การทดลองปลูกว่านหางจระเข้ล็อตแรก แล้วเน่าเสียไปกว่า  2 ไร่ เนื่องจากดินที่บุรีรัมย์เป็นดินอุ้มน้ำเร็ว ซึ่งว่านหางจระเข้เวลาเจอน้ำเยอะ ต้นทั้งต้นจะเน่าเสียหาย ซึ่งหากคิดเป็นมูลค่าแล้ว ค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาท

จึงมีการเข้าอบรมกับองค์การพัฒนาชุมชน ได้เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ การปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยปลูกข้าวโพดและมะเขือเปราะไว้ตรงข้าง ขนาบด้วยว่านหางจระเข้  พอรดน้ำตรงร่องกลางของไร่ ว่านหางจระเข้ที่อยู่ข้างๆ ก็ได้รับน้ำไปด้วย

ข้อจำกัดอีกข้อของว่านหางจระเข้คือ เมื่อเก็บมาแบบสดๆ จะเสียเร็วเพราะมีน้ำเป็นส่วนผสมมากถึง 90% มีวุ้น 10% เก็บมา 4-6 ชั่วโมงก็เสียแล้ว นี่คือปัญหาของการแปรรูปแบบสด คุณไอรีนจึงเริ่มศึกษาและนำเทคโนโลยีญี่ปุ่นเรียกว่า Eco paradise Deoxidizing มาช่วยสกัดและควบคุมคุณภาพสารสกัดจากว่านหางจระเข้เอาไว้

“Eco paradise Deoxidizing คือถังที่สามารถควบคุมเชื้อและอุณหภูมิพืชผลไม่ให้เน่าเสีย ทำให้วัตถุดิบของเรามีอายุที่ยืนยาวขึ้น สามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้ สำหรับผลผลิตว่านหางจระเข้ เริ่มแรกเราปลูกทิ้งไว้นาน 1 ปีจึงเก็บผลผลิต ซึ่งวุ้นที่ได้จะโตเต็มวัยและมีคุณภาพที่ดี จากนั้นจะวนเก็บเดือนละครั้ง นอกจากนี้ ข้อเด่นของผลิตภัณฑ์ คือ เราปลูกแบบออร์แกนิกไม่ใช้สารเคมีเลย พื้นดินไม่ใส่สารเคมีเพราะเป็นที่ดินของบรรพบุรุษ เราควบคุมคุณภาพทั้งดินและน้ำหนักที่ตัดต่อกิ่งต้องมีน้ำหนัก 1 กิโลเท่านั้น ตอนนี้แบรนด์ได้ไปเข้าร่วมกับกรมส่งออกแล้ว โดยลูกค้าของแบรนด์คือ กลุ่มชาวไทย ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ที่มาใช้สินค้าต่างก็บอกว่าดี ก้าวต่อๆไป ก็อยากพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกเพิ่ม เรียกว่าตอนนี้ก็ใกล้ถึงความสำเร็จตามความฝันแล้ว” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ คนเดิม กล่าวทิ้งท้าย

หากใครสนใจ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก ไร่ว่านหางจระเข้อโลฮิม

 

บทความก่อนหน้านี้อบรมสี่วัน-รู้เรื่อง! “การปลูกกัญชาทางการแพทย์ฯ สำหรับประชาชนและเกษตรกร”
บทความถัดไปบิณฑ์ ยืนยันทุกบาทโปร่งใส ยอดทะลุ 130 ล้าน ลุยแจกเงินชาวบ้านคนละ 5,000 บาท!