Back to Homepage
หน้าแรก เรื่องเด่นเส้นทางฯ อาหาร-เครื่องดื่ม D.I.Y FOOD ต่างประเทศ-AEC IDEA ธุรกิจคนดัง TRAVEL HEALTHY การเงิน ทำเล ซอกแซก ติดต่อเรา
อ่าน 13,537 ครั้ง
พิมพ์
การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com
บัญชีธุรกิจ
วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

   

    ในปี 2555 นี้ กิจการที่เป็นนิติบุคคลจะได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้จาก 30% เหลือ 23% และลดเหลือ 20% ในปี 2556

    สำหรับกิจการขนาดกลางขนาดย่อม หรือ SMEs นั้นจากเดิมมีเงื่อนไขข้อเดียวเรื่องทุนชำระแล้วต้องไม่เกิน 5 ล้านบาท มาเป็นบวกกับเงื่อนไขเรื่องรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการต้องไม่เกิน 30 ล้านบาท เพิ่มอีกข้อหนึ่ง

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กรมสรรพากรออกเป็น ìพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 530 พ.ศ. 2555 ซึ่งออกมายกเลิกพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 471 ปี พ.ศ. 2551 ลองไปหามาอ่านกันครับ (ในเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th หัวข้ออ้างอิง/ประมวลรัษฎากร/พระราชกฤษฎีกา)

    โดยนอกจากหลักเกณฑ์การเป็นกิจการขนาดกลางขนาดย่อมจะเปลี่ยนแปลงแล้ว ขั้นของกำไรสุทธิที่จะต้องเสียภาษีในอัตราต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย จะขอสรุปเป็นตารางเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจดังตารางที่ 1

   

    สำหรับกิจการทั่วไปที่ไม่ถือเป็น SMEs ก็ลดอัตราภาษีจาก 30% เป็น 23% ในปี 2555 และลดเป็น 20% ในปี 2556 เป็นภาษีอัตราเดียว ไม่มีขั้นของกำไรสุทธิในพระราชกฤษฎีกาได้ให้นิยามคำไว้ 3 คำ ดังต่อไปนี้

   "ขาย" หมายความว่า จำหน่าย จ่าย หรือโอนสินค้า โดยมีหรือไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน และให้หมายความรวมถึงสัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว และการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

    "สินค้า" หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ที่มีไว้เพื่อขายเท่านั้น 

    "บริการ" หมายความว่า การกระทำใดๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า

    ว่ากันง่ายๆ คือ หลักเกณฑ์การถือเป็น SMEs นั้น ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้หลักของกิจการไม่เกิน 30 ล้านบาท คำว่า ìรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการî นั้น สำหรับกิจการโดยทั่วไปก็คือไม่รวมรายได้อื่น ไม่ว่าจะเป็น เงินปันผล ดอกเบี้ย กำไรจากการขายสินทรัพย์ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    แต่อย่าถามต่อนะครับว่า หากเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนในบริษัทอื่น แล้วมีรายได้เงินปันผล จะถือเป็นรายได้หลักของกิจการที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าเป็นกิจการ SMEs หรือไม่

    สำหรับอัตราภาษีที่ลดลงนี้ ตามกฎหมายเขาจะระบุให้ใช้อัตราร้อยละ 23 ในปี 2555 และร้อยละ 20 ในปี 2556 ไปอีก 2 รอบบัญชี (รวมกันแล้วคือลดภาษีให้ 3 รอบบัญชี) ซึ่งหลังจากนั้นจะยังคงเป็นอัตราภาษีนี้หรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป

    แต่สำหรับบริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 25% และ 20% แล้วแต่กรณี (จะเป็นกรณีบริษัทนำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ 

    ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 467 พ.ศ. 2550) ก็จะยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปครับ

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ในปี 2555 ให้จับตาดูอย่างน้อย 2 ประเด็น ได้แก่

    (1) การยกเลิกข้อกำหนดที่ให้นำเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนของภรรยามาถือเป็นเงินได้ของสามี ซึ่งน่าจะมีการแก้ไขกฎหมายให้แยกยื่นกันได้ในปีภาษีนี้ (แต่ภาษีกลางปีที่จะยื่นกันภายในกันยายน 2555 ยังเป็นลักษณะเดิมคือภรรยายังต้องนำมาถือเป็นเงินได้ของสามีอยู่เลยครับ) และ

    (2) ประเด็นเงินได้ที่เป็นเงินปันผลของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่เดิมต้องนำมาถือเป็นเงินได้ของบิดา ก็น่าจะมีการยกเลิกเช่นเดียวกัน เนื่องจากทั้ง 2 ข้อนี้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วว่า เป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกรมสรรพากรต้องเร่งแก้ไขภายในปีนี้

    โดยทั่วไป หากกฎหมายที่มีลำดับรองลงมาจากกฎหมายสูงสุด จะมีบทบัญญัติที่ขัดกับกฎหมายสูงสุดไม่ได้ กรณีกฎหมายภาษีอากรหรือประมวลรัษฎากร จะมีบทบัญญัติที่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุด) ไม่ได้ครับ กรณีหญิงที่มีคู่สมรสนั้น หากนำมายื่นรวมกับสามีจะทำให้ต้องเสียภาษีมากกว่าหญิงโสด ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า "ไม่เป็นธรรม"

    กรณีนี้ก็เคยคุยกันมานานหลายสิบปีแล้ว แถมมีข้อเรียกร้องและความพยายามผลักดันให้กรมสรรพากรยกเลิกมานานแล้ว แต่ไม่สำเร็จสักที อันที่จริงไม่เห็นต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ก็น่าจะพอนึกเองได้นะครับว่า ไม่เป็นธรรม ไปลองนึกดูเถอะครับ ยังมีอีกหลายเรื่อง

    นอกจากนี้ ให้ติดตามการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมีแนวโน้มจะลดจากอัตราสูงสุด 37% เหลือ 35% และขยายช่วงรายได้ที่ได้รับยกเว้นจาก 150,000 บาท เป็น 200,000 บาท และช่วงขั้นบันไดของอัตราภาษีที่จะถี่ขึ้น (ดูตารางที่ 2 ประกอบ) อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้น่าจะมีผลบังคับใช้ในราวปี 2558 โน่น นัยว่า เพื่อรองรับการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) 

   

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม

   ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะยังคงอยู่ที่ 7% ต่อไปอีก 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ถึง 30 กันยายน 2557 และจะจัดเก็บเป็นอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป



  5 ข่าวยอดนิยมในหมวดประจำเดือน
“ตลาดถนอมมิตร88” ทำเลทองค้าขาย ย่านรามอินทรา
กะหรี่ปั๊บนมสด “บ้านครูยุ” สูตรเด็ด หนึ่งเดียว
"นาซิ เลอมัก" ข้าวมันมลายู อาหารประจำชาติของประเทศมาเลเซีย
ส่งเสริมใช้ “ผ้าขาวม้า” อนุรักษ์ ฟื้นฟู วัฒนธรรมแบบไทย กับสินค้าแบรนด์ “pakamian”
การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข่าวอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน
พาชม BB Bike “แหล่งใหญ่” ขายปลีก-ส่ง จักรยานญี่ปุ่นมือสอง
ลงทุนด้วยใจ คาเฟ่ เวโลโดม พื้นที่รักของ “นักปั่น”
ไบค์เซนเจอร์ กับภารกิจอันยิ่งใหญ่ “ลดโลกร้อน”
“เวล-บี” ผลไม้สุญญากาศ นวัตกรรมสแน็กเพื่อสุขภาพ
ดอกไม้จันทน์ในจินตนาการ
กะปิทองเกาะช้าง ไร้กลิ่น...ตำพอดีครก
เปิดเทศกาลเจ ด้วยบ๊ะจ่าง ขนมเทียนเจ ฝีมือคนทานเจ 100%
ธุรกิจติดล้อ รถโมบายสะเต๊ะยิ้มสยาม เลือกทำเลขาย คุมกำไรได้เอง
“กาละแม โสภา” ภูมิปัญญา คนสมุย
บ้านไร่ใบเฟิร์น-รีสอร์ต